พระวาจาแห่งปีเมตตาธรรม : งานแต่งงานที่คานา



รวบ รวมบทความดีๆ ที่คุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ผู้ซึ่งมีพระพรแห่งการถ่ายทอดพระวาจาของพระเจ้าที่สามารถให้ทั้งสาระและความ บันเทิงไปพร้อมกัน บทความเหล่านี้เป็นการสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่คุณพ่อได้ให้การแบ่งปันใน กิจกรรมสนทนาธรรม โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสอง ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์
 สนใจเข้าร่วมกิจกรรมติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371




พระวาจาแห่งปีเมตตาธรรม : งานแต่งงานที่คานา


แบ่งปันโดยคุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล 
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2559

 

ในปีนี้ทั้งปีพ่อจะแบ่งปันเรื่องของพระวาจาปีแห่งเมตตาธรรม และวันนี้พ่อจะพูดถึงเรื่องการแต่งงานที่เมืองคานา เรื่องของการแต่งงานที่เมืองคานาในแคว้นกาลิลี เป็นเรื่องใหญ่และแปลกมากว่าทำไมนักบุญยอห์นจึงเอาพระวาจาตอนนี้มาเป็นตอนต้นๆ ของพระวรสาร เพราะเรื่องการแต่งงานเป็นเรื่องที่มีความสุข ความอบอุ่น ความรักอยู่ในนั้น ซึ่งดูจะขัดกับภาพชีวิตของพระเยซูเจ้าที่ดูขึงขัง จริงจัง ต้องต่อสู้กับผีปีศาจ แต่นักบุญยอห์นกลับเลือกเรื่องการแต่งงานที่เมืองคานามาเป็นการเริ่มต้นเปิดฉากชีวิตของพระเยซูเจ้า แท้จริงแล้วพระคัมภีร์ไม่สามารถจะบรรจุเรื่องราวของพระองค์ได้ทั้งหมด พระเยซูเองก็ได้ใช้ชีวิต ซึ่งมีช่วงเวลาที่มีความสุข ความอบอุ่น ความรัก แบบมนุษย์ทั่วไป  มีเพื่อนบ้าน มีสังคมและอื่นๆ อีกมากมาย เรื่องราวของพระเยซูเจ้าในพระคัมภีร์ จึงเป็นเพียงแค่บางเรื่องราวเท่านั้นที่บรรดาสานุศิษย์ได้เลือกนำมาบันทึกไว้ ในยอห์น 2 : 1-11 งานสมรสที่หมู่บ้านคานา เริ่มต้นด้วยคำว่าสามวันต่อมา คำว่าสามวันต่อมาอ้างอิงจากพระวรสารก่อนหน้านั้น คือใน ยอห์น 1 : 35-49

   

35ศิษย์กลุ่มแรก วันรุ่งขึ้น ยอห์นกำลังยืนอยู่ที่นั่นกับศิษย์สองคน 36เมื่อเห็นพระเยซูเจ้าเสด็จผ่านไป จึงพูดว่า “นี่คือลูกแกะของพระเจ้า” 37เมื่อศิษย์ทั้งสองคนได้ยินยอห์นพูดดังนี้จึงติดตามพระเยซูเจ้าไป 38พระเยซูเจ้าทรงหันพระพักตร์มาทอดพระเนตรเห็นเขากำลังติดตามพระองค์ จึงตรัสถามว่า “ท่านต้องการสิ่งใด” เขาทูลตอบว่า “รับบี” แปลว่า พระอาจารย์ “พระองค์ทรงพำนักอยู่ที่ไหน” 39พระเยซูเจ้าตรัสว่า “มาดูซิ” เขาจึงไปดู เห็นที่ประทับของพระองค์ และพักอยู่กับพระองค์ในวันนั้น ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณบ่ายสี่โมง 40อันดรูว์น้องชายของซีโมนเปโตรเป็นคนหนึ่งในสองคนที่ได้ยินคำพูดของยอห์น และตามพระเยซูเจ้าไป 41อันดรูว์พบซีโมนพี่ชายเป็นคนแรก จึงพูดว่า “เราพบพระเมสสิยาห์แล้ว” พระเมสสิยาห์ หรือพระคริสตเจ้า แปลว่า ผู้รับเจิม 42เขาพาพี่ชายไปเฝ้าพระเยซูเจ้า พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรเห็นเขา จึงตรัสว่า “ท่านคือซีโมน บุตรของยอห์น ท่านจะมีชื่อว่า เคฟาส” แปลว่า “เปโตร” หรือ “ศิลา” 43วันรุ่งขึ้น พระเยซูเจ้าทรงตัดสินพระทัยเสด็จไปยังแคว้นกาลิลี ทรงพบฟีลิปและตรัสกับเขาว่า “จงตามเรามาเถิด” 44ฟีลิปมาจากเมืองเบธไซดาเช่นเดียวกับอันดรูว์และเปโตร 45ฟีลิปพบนาธานาเอลn และบอกเขาว่า “เราพบผู้ที่โมเสสในธรรมบัญญัติและบรรดาประกาศกเขียนถึง ผู้นั้นคือพระเยซู บุตรของโยเซฟ ชาวนาซาเร็ธ” 46นาธานาเอลจึงพูดกับฟีลิปว่า “จะมีอะไรดีมาจากนาซาเร็ธได้รึ” ฟีลิปตอบว่า “มาดูซิ” 47พระเยซูเจ้าทอดพระเนตรเห็นนาธานาเอลเข้ามาเฝ้า จึงตรัสถึงเขาว่า “นี่คือชาวอิสราเอลแท้ เป็นคนไม่มีมารยา” 48นาธานาเอลทูลถามว่า “พระองค์ทรงรู้จักข้าพเจ้าได้อย่างไร” พระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า “ก่อนที่ฟีลิปจะเรียกท่าน เราเห็นท่านอยู่ใต้ต้นมะเดื่อเทศ” 49นาธานาเอลทูลตอบว่า “รับบี พระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของชนชาติอิสราเอล” การที่นักบุญยอห์นเริ่มเรื่องการแต่งงานที่คานาโดยอ้างอิงมาจากสามวัน หลังจากที่พระเยซูเจ้าทรงเรียกสานุศิษย์กลุ่มแรกนั้น ก็เพราะเรื่องการแต่งงานและการเป็นศิษย์ติดตามนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน คือเป็นเรื่องของกระแสเรียก สานุศิษย์ที่ติดตามพระเยซูเจ้าก็ได้ผูกมัดตนเองกับกระแสเรียก คือการผูกมัดกับองค์พระเจ้านั่นเอง และสานุศิษย์กลุ่มแรกนี้แหละที่ได้เข้าไปในงานแต่งงานที่คานาด้วย การที่คนคนหนึ่งแต่งงาน มันคือการเปลี่ยนชีวิต จากคนหนุ่มสาวที่มีอิสระ มาเป็นการผูกมัดตัวเอง การแต่งงานและเรื่องเพศสัมพันธ์ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่เป็นเรื่องที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นเพราะความบาปของคนเราที่ทำให้เรื่องศักดิ์สิทธิ์นี้กลายเป็นเรื่องสกปรก ชาวยิวถือว่าการแต่งงานเป็นภารกิจหลักของผู้คน การอยู่เป็นโสดแทบจะถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ผิด ที่แสดงว่าเขาไม่พยายามจะรักษา และขยายเผ่าพันธุ์ของตนเอง ใครถือโสดจะถือว่ามีความผิด ขนาดแม่พระที่ตั้งใจจะถือโสดอยู่ในพระวิหารก็ยังต้องหมายหมั้นกับนักบุญยอแซฟ ซึ่งเป็นการที่ผู้ใหญ่จัดหาให้ การแต่งงานของแม่พระและนักบุญยอแซฟเป็นส่วนหนึ่งของธรรมเนียมชาวยิว  ซึ่งมีเรื่องราว รายละเอียด ยิบย่อยอีกมาก การแต่งงานถือเป็นงานที่ใหญ่มาก มีการฉลองกันหลายวันเลยทีเดียว การแต่งงานของชาวยิวมีอยู่สองช่วงเวลา  ในช่วงแรกคือการหมั้น และในช่วงที่สองคือการแต่งงานซึ่งจะต้องห่างจากช่วงแรกคือการหมั้นเป็นเวลาหนึ่งปี การแต่งงานของแม่พระและนักบุญยอแซฟอยู่ในช่วงแรกคือช่วงที่หมั้นกัน ซึ่งถือว่ามีคู่หมายจับจองแล้ว เป็นคู่แต่งงานที่ยังไม่ได้อยู่ด้วยกัน ในหนึ่งปีที่หมั้นนั้นจะต้องมีการเตรียมการจัดงานอย่างเต็มที่ ชาวบ้านทุกคนที่รู้จักคู่บ่าวสาวก็จะตั้งหน้าตั้งตารอคอยงานฉลองมงคลสมรสที่จะมาถึงอย่างใจจดจ่อ เจ้าภาพจึงห้ามพลาด ต้องจัดเตรียมงานอย่างดีที่สุด

ยอห์น 2 : 1-11 งานสมรสที่หมู่บ้านคานา

2  1สามวันต่อมามีงานสมรสที่หมู่บ้านคานาในแคว้นกาลิลี พระมารดาของพระเยซูเจ้าทรงอยู่ในงานนั้น  2พระเยซูเจ้าทรงได้รับเชิญพร้อมกับบรรดาศิษย์มาในงานนั้นด้วย  3เมื่อเหล้าองุ่นหมด พระมารดาของพระเยซูเจ้าจึงมาทูลพระองค์ว่า เขาไม่มีเหล้าองุ่นแล้ว”  4พระเยซูเจ้าตรัสว่า แม่ครับ แม่ต้องการอะไรจากลูก เวลาของลูกยังมาไม่ถึง”  5พระมารดาของพระเยซูเจ้าจึงกล่าวแก่บรรดาคนรับใช้ว่า  เขาบอกให้ท่านทำอะไร ก็จงทำเถิด”  6ที่นั่นมีโอ่งหินตั้งอยู่หกใบ เพื่อใช้ชำระตามธรรมเนียมของชาวยิว แต่ละใบจุน้ำได้ประมาณหนึ่งร้อยลิตร  7พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาคนรับใช้ว่า จงตักน้ำใส่โอ่งให้เต็ม” เขาก็ตักน้ำใส่จนเต็มถึงขอบ  8แล้วพระองค์ทรงสั่งเขาอีกว่า จงตักไปให้ผู้จัดงานเลี้ยงเถิด” เขาก็ตักไปให้  9ผู้จัดงานเลี้ยงได้ชิมน้ำที่เปลี่ยนเป็นเหล้าองุ่นแล้ว ไม่รู้ว่าเหล้านี้มาจากไหน แต่คนรับใช้ที่ตักน้ำรู้ดี ผู้จัดงานเลี้ยงจึงเรียกเจ้าบ่าวมา  10พูดว่า ใคร ๆ เขานำเหล้าองุ่นอย่างดีมาให้ก่อน เมื่อบรรดาแขกดื่มมากแล้ว จึงนำเหล้าองุ่นอย่างรองมาให้ แต่ท่านเก็บเหล้าอย่างดีไว้จนถึงบัดนี้11 พระเยซูเจ้าทรงกระทำเครื่องหมายอัศจรรย์ fครั้งแรกนี้ที่หมู่บ้านคานา แคว้นกาลิลี พระองค์ทรงแสดงพระสิริรุ่งโรจน์ของพระองค์ และบรรดาศิษย์เชื่อในพระองค์  นักบุญยอห์นบันทึกถึงเหตุการณ์นี้ไว้อย่างละเอียดมาก จนกระทั่งมีบางคนตีความว่างานแต่งงานนี้เป็นงานแต่งของท่านเสียเอง คำว่า พระมารดาของพระเยซูเจ้าทรงอยู่ในงานนั้น  แสดงว่างานนี้สมบูรณ์ การที่พระเยซูเจ้าทรงได้รับเชิญพร้อมกับบรรดาศิษย์ให้มาในงานนั้นด้วย เปรียบเสมือนการที่ไม่ว่าเราจะทำงานอะไรก็ตาม จำเป็นต้องเชิญพระไปกับเราด้วย พระเป็นเจ้าไม่ได้ยอมลงมาเพื่อที่จะให้เรากราบไหว้เฉยๆ สิ่งที่พระองค์ต้องการสูงสุดคือการอยู่ด้วยในชีวิตประจำวันกับเรา นี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทำให้พระเจ้าทรงยอมมาเกิดอย่างยากลำบาก ถ้าพระองค์ลงมาเกิดในพระราชวังเราคงจะรู้สึกว่าพระองค์นั้นสูงส่งเกินกว่าที่เราจะเอื้อมถึง แต่การที่พระองค์ยอมลงมาเกิดในถ้ำเลี้ยงสัตว์ก็เพื่อให้ลูกๆ  ได้เชิญพระองค์เข้ามาอยู่ด้วย เรียกหาพระองค์ได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องใช้ราชาศัพท์ให้วุ่นวาย พระองค์ลงมาเพื่อให้เราเชิญ ทรงยืนรออยู่แล้วที่หน้าประตูหัวใจของเราทุกคน แม้กระทั่งในหัวใจที่มีความเกลียด ความไม่ดีแต่ที่หน้าประตูหัวใจของเขา ก็จะมีพระเจ้ารอให้เชิญพระองค์เข้าไปเสมอ หากเราไม่เชิญพระ ก็จะเท่ากับเป็นการไม่ยอมเปิดประตูใจของเรา ซึ่งถูกสร้างมาให้เป็นที่ประทับของพระเจ้า ผีมันก็จะฉวยโอกาส เป็นการเปิดช่องให้ผีเข้าไปอยู่แทนพระ โดยที่เราไม่ต้องทำการเชิญ เหมือนโจรที่จะขึ้นบ้านก็ไม่ต้องถามความสมัครใจเจ้าของบ้าน แต่สำหรับคนดี คนที่มีเกียรติ เขาจะเคารพ ไม่บุ่มบ่าม บุกรุกโดยไม่ขออนุญาตก่อน ถือเป็นการให้เกียรติแก่เจ้าของบ้าน กับพระนั้นเราจึงต้องเชิญ เพราะเป็นอิสรภาพของเราที่จะเชิญพระเข้าไปในชีวิตหรือไม่ เมื่อเราได้ทำการเชิญพระเจ้า พระองค์ก็จะเข้ามาประทับอยู่อย่างมีเกียรติพร้อมด้วยพระพร ความดีงาม และพระองค์ไม่ได้มาแค่องค์เดียวแต่ยังมีแม่พระและบรรดานักบุญ สานุศิษย์ตามมาด้วย       ฉะนั้น จงอย่าบอกว่า “พระองค์เป็นพระเจ้าต้องรู้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเชิญ พระองค์อยากจะเข้าก็เข้ามาเองได้” เพราะนี่เป็นการไม่ให้เกียรติต่อพระ หากเราจะไปเยี่ยมบ้านใคร แล้วเขาไม่ได้เชิญ ไม่อนุญาตเราก็คงจะไม่ไปเช่นกัน เราจึงควรเชิญพระเข้ามาในใจเสมอ เชิญได้ตลอด ตั้งแต่เช้าที่เราตื่นนอน ให้เริ่มต้นด้วยการทำสำคัญมหากางเขนอย่างดี เอ่ยพระนามด้วยความเคารพต่อ “พระบิดา พระบุตร และพระจิต” แม้ทั้งวันอาจจะไม่ได้สวดเลย ก็ถือเป็นบทภาวนาที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งที่สามารถกระทำได้แล้ว จงบอกพระว่า “ลูกขอบคุณพระองค์ ขอพระพรสำหรับวันนี้ ขอพระองค์อยู่กับลูก ไปทุกหนทุกแห่งที่ลูกได้ไป อวยพรแก่ทุกคนที่ลูกได้พบ” แล้วเชื่อเถิดว่าวันนั้นเราจะได้เจอแต่สิ่งที่ดี แม้บางครั้งมีจะอุปสรรค แต่จะมีคนที่ดีเข้ามาช่วยเหลือ พ่อเคยขับรถไปชนกับมอเตอร์ไซค์ ทั้งที่ได้สวดเชิญพระไปด้วยแล้วเช่นทุกครั้ง ปรากฏว่าคนที่พ่อขับรถชนและต้องพาเขาไปส่งโรงพยาบาล ในเวลาต่อมาเขาได้กลับใจ จากการที่ได้รู้จัก ช่วยเหลือ ไปเยี่ยมเยียนเขา จนกลายเป็นมิตรภาพที่ดีต่อกันจากอุบัติเหตุในครั้งนั้น  ดังนั้น เราจงเชิญพระเจ้าไปด้วยในทุกที่ แล้วพระองค์จะทำให้ทุกกิจการเป็นไปด้วยดี แม้บางอย่างจะดูไม่ดีในตอนแรก แต่พระจะเปลี่ยนให้กลายเป็นพระพร การเชิญพระไปกับเราไม่มีอะไรที่เสียหายเลย มันจะทำให้ชีวิตของเราสงบและเจอแต่สิ่งที่ดี อย่าทำจองหองกับพระโดยการบอกให้พระองค์อยู่เฉยๆ แล้วเราจะพยายามจัดการด้วยตนเอง เพราะหากพระเจ้าไม่ช่วยเหลือประทานพระพรให้แล้ว แม้แต่การกระดิกนิ้ว หรือกระพริบตาเราก็ยังไม่สามารถจะทำได้! ดังนั้น จงเริ่มต้นในแต่ละวันด้วยการเชิญให้พระเจ้าอยู่ด้วย ไปกับเราเป็นอันดับแรก แล้วเราจะเจอสิ่งที่ดี คนที่ดีเข้ามาในชีวิตเสมอ พระพรจะทำให้เราสามารถมีรอยยิ้มที่ทำให้คนรอบข้างมีความสุขไปกับเราได้ การเชิญพระไปกับเราไม่ใช่การขอไม่ให้เจอปัญหา อุปสรรค แต่เป็นการขอให้คนอื่นที่เราได้พบเจอ สามารถสัมผัสกับพระได้โดยผ่านทางเรา ช่วยให้ชีวิตของเขาได้มีพระคุณ พระพรของพระเพิ่มมากขึ้น รอยยิ้มที่เราได้รับกลับมาจากผู้คนรอบข้าง ย่อมเป็นสัญญาณว่าเขาได้สัมผัส ได้พบเจอพระเจ้าผ่านทางเราแล้ว

เมื่อเหล้าองุ่นหมดลง นี่เป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก มันคือหายนะของการแต่งงาน อะไรจะหมดก็ได้แต่ถ้าเหล้าองุ่นหมด จะไม่เหลือความชื่นชมยินดีใดๆ อีกเลย การมีเหล้าองุ่นนั้นเป็นสิ่งที่สังคมชาวยิวถือว่า”ต้องมี” เมื่อเหล้าองุ่นหมดคือหายนะที่เข้ามา มันเป็นความตกอกตกใจของเจ้าภาพ คู่บ่าวสาวและครอบครัว การที่เหล้าองุ่นหมดลงกลางคันในงานเลี้ยงจึงเหมือนกับหายนะที่เกิดขึ้น ที่จะส่งผลให้ถูกประณามชั่วลูกหลานเลยทีเดียว โดยไม่สามารถแก้ตัวใดๆ ได้เลย เพราะชาวยิวแต่งงานเพียงครั้งเดียวเท่านั้นในชีวิต     ท่ามกลางหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ แม่พระเป็นผู้ที่สังเกตเห็นได้ก่อนใคร แม่พระเป็นผู้ที่เกิดมาโดยไม่มีมีบาปกำเนิด เป็นผู้ที่ใส่ใจความทุกข์ร้อนของผู้คนรอบตัว นี่เป็นธรรมชาติที่มีอยู่แล้วของแม่พระ การที่แม่พระรู้ว่าเหล้าองุ่นหมดก่อนใคร จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะแม่พระเป็นคนที่มีสายตาที่ละเอียดอ่อน ไวในการสังเกตเห็น และพระเยซูเจ้าก็ยิ่งเป็นคนที่ละเอียดอ่อนกว่าแม่พระ เพราะในธรรมชาติของพระเจ้าจะบริสุทธิ์ ความละเอียดของจิตจะมีมาก ดังนั้นความรู้สึกของแม่พระและพระเยซูเจ้าจะละเอียดกว่ามนุษย์หลายร้อยเท่า ต่างจากคนบาป ยิ่งคนที่มีบาปมากๆ ก็จะยิ่งเป็นคนเห็นแก่ตัว ไม่สนใจคนอื่น สนใจแต่ตัวเอง คนที่บาปมากก็คือคนที่คิดถึงแต่ตัวเองนั่นเอง คนอื่นจะเป็นอย่างไรไม่รู้ ไม่สนใจ ต่างจากคนที่มีใจกว้าง ที่มักจะเป็นคนที่ใส่ใจคนอื่นมากกว่า สนใจตัวเองน้อยกว่าแต่คิดถึงผู้อื่นมาก และอยากทำให้คนอื่นมีความสุข การใจกว้างจะทำให้เราใส่ใจคนอื่นได้ง่ายขึ้น   ในบริบทตอนที่แม่พระบอกกับพระบุตรว่าเหล้าองุ่นหมดนั้น เราต้องนึกภาพให้ออกถึงความสนิทสัมพันธ์ลึกซึ้งที่มีต่อกันอย่างที่สุด ระหว่างพระมารดาและพระบุตร ที่ความจริงแล้วแทบจะไม่ต้องเอ่ยปาก ก็รู้ใจ เข้าใจซึ่งกันแล้ว เหมือนเวลาที่เราจะคุยจะขออะไรกับคนที่เราสนิทด้วย ก็สามารถบอกได้โดยสะดวกปาก ไม่ต้องเกรงใจกัน เพราะต่างก็สนิทสนมรู้จักนิสัยใจคอกันดี ไม่ถือสากัน ดังนั้นในฉากนี้ สิ่งที่แม่พระพูดกับพระเยซูเจ้านั้น จึงต้องเป็นคำพูดที่เต็มไปด้วยความอ่อนหวาน แม่พระที่ดูแลอุ้มชูพระบุตรมาจนถึงพระชันษาขนาดนี้ พระเยซูเจ้าเองก็รับรู้ได้ถึงความรักท่วมท้นที่แม่พระมีต่อพระองค์ได้อย่างเต็มหัวใจเช่นกัน  
แม่ครับ แม่ต้องการอะไรจากลูก เวลาของลูกยังมาไม่ถึง”  คำว่าแม่ครับนี้ในบางสำนวนใช้คำว่าหญิงเอ๋ย ซึ่งในความหมายของยิวแล้วก็คือคำเดียวกับคำว่า “แม่จ๋า” “แม่ครับ” เป็นคำที่แสดงถึงความเคารพให้เกียรติ เมื่อพระเยซูเจ้าตรัสดังนั้นแล้ว ทั้งสองพระองค์ก็ไม่ได้พูดอะไรกันต่ออีก ด้วยความที่รู้ใจกันดี คำว่าเวลายังมาไม่ถึง หมายถึงเวลาแห่งพระสิริรุ่งโรจน์ที่ยังมาไม่ถึง คือยังไม่ถึงเวลาของการทำอัศจรรย์เนื่องจากที่ผ่านมาพระองค์ยังไม่ได้ทำอัศจรรย์ใดเลย และนี่จะเป็นอัศจรรย์แรก แสดงว่ากรณีเป็นกรณีที่ตามใจพระมารดาล้วนๆ

จากนั้นแม่พระสั่งให้บรรดาคนรับใช้มารอรับคำสั่งจากพระเยซูเจ้า โดยไม่ต้องไปรายงานให้เจ้าภาพทราบเรื่อง แม่พระไม่ได้เป็นผู้เสกน้ำให้เป็นเหล้าองุ่น แม่พระไม่ได้เป็นพระเจ้า พระคุณทั้งหมดที่แม่พระมีล้วนมาจากพระเป็นเจ้า แม่พระมีหน้าที่เดียวคือพาเราไปพบกับพระบุตรของพระแม่ นี่คือหน้าที่ของแม่พระ แม่พระไม่เคยเก็บความดี ความศักดิ์สิทธิ์มาเป็นของตนเอง     แต่แม่พระพยายามที่จะนำลูกๆไปหาพระบุตรเสมอ นี่คือบทบาทของแม่พระที่ถูกต้องและชัดเจนในพระคัมภีร์ แม่พระแค่ตรัสสั่งคนรับใช้ว่า เขาบอกให้ท่านทำอะไร ก็จงทำเถิด”  นี่คือความไว้ใจ และรู้ใจพระบุตรของพระแม่  พวกเราเองก็เช่นเดียวกันที่ในปีนี้ ซึ่งเป็นปีแห่งเมตตาธรรม เมื่อพระองค์จะใช้ให้เราทำอะไร ก็จงทำตามเถิด แล้วสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่ดีอย่างแน่นอน นั่นหมายความว่าเมื่อเรามีปัญหา และไปหาแม่พระแล้ว เราก็ต้องฟังพระเจ้า พระองค์ให้อะไร บอกอะไรแก่เรา ก็จงยอมรับและเชื่อเถิดว่าความดีจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ไม่ว่าพระเป็นเจ้าจะบอกอะไรแก่เราก็ตาม มันคือข่าวดีทั้งหมด พระวาจาของพระไม่มีส่วนไหนเลยที่ไม่ดี เมื่อพระเจ้าบอกอะไรแก่เรา เมื่อได้ยินแล้ว ก็จงเชื่อและทำตามเถิด ดังนั้นพระเมตตาจึงเน้นเรื่องของการไว้ใจ “พระเยซูเจ้าข้า ลูกวางใจในพระองค์” ไม่ใช่การที่เราเอาแต่โน้มน้าวให้พระทำในสิ่งที่เราต้องการอยู่ร่ำไป


โอ่งหินที่ถูกพูดถึงในพระวรสารตอนนี้เป็นโอ่งที่บรรจุน้ำ มีหน้าที่เก็บน้ำไว้สำหรับชำระ ล้าง เนื่องจากชาวยิวอาศัยอยู่ในทะเลทราย เมื่อเดินทางก็จะมีฝุ่น ทรายติดตามมือ เท้า ต้องคอยทำความสะอาด โดยเฉพาะก่อนที่จะรับประทานอาหาร โอ่งหินมีขนาดใหญ่มาก โอ่งหิน6ใบ เลข6 คือความขาดที่ยังไม่สมบูรณ์ เปรียบเหมือนโอ่งหินที่มีหน้าที่เพียงแค่ใส่น้ำล้างมือล้างเท้า ไม่มีค่าอะไรมากไปกว่านี้ แต่มันจะมีค่าเมื่อพระเจ้าทรงใช้มัน ความหมายตรงนี้สำคัญมาก ชีวิตคนเราจะไม่มีค่ามากไปกว่านี้อีกแล้ว ถ้าไม่ยอมให้พระเจ้าใช้ ดังนั้นหากต้องการที่จะมีเหล้าองุ่น มีความชื่นชมยินดีอยู่ในชีวิตเสมอ ทุกๆ เช้าที่เราตื่นขึ้นมา หลังจากสวดขอบคุณพระเจ้าแล้ว จงบอกพระองค์ว่า “ลูกขอมอบถวายชีวิตแด่พระองค์ทั้งครบ โปรดใช้ลูกเถิด ให้ลูกได้เป็นเครื่องมืออันต่ำต้อยของพระองค์ โปรดใช้ลูกในวันนี้เถิด” เมื่อเราบอกกับพระอย่างนี้แล้ว พระก็จะให้เราเป็นเครื่องมือที่ดี พระองค์จะเปลี่ยนชีวิตของเรา จากคนที่ไม่มีอนาคต อยู่ไปวันๆ ให้กลายเป็นคนที่มีความหมายผ่านเข้ามาในชีวิต มีคุณค่ามากขึ้น โอ่งหินเหล่านี้จึงหมายความถึงทั้งตัวเราและเพื่อนพี่น้อง  และเรายังเป็นเหมือนบรรดาคนรับใช้ในเหตุการณ์นี้อีกด้วย นั่นคือเราจะต้องเติมชีวิตของคนอื่นให้เต็มด้วยพระพร เราไม่ได้มีหน้าที่แค่เติมให้ตัวเองเท่านั้น แต่เราจะต้องเติมตัวเองให้มีพระพรเสียก่อน แล้วจึงสามารถไปเติมให้กับพี่น้องคนอื่นได้ด้วย การตักน้ำใส่โอ่งให้เต็มคือความธรรมดาของชีวิตมนุษย์ การเติมจนถึงขอบของโอ่ง คือการที่จะไม่มีพื้นที่เหลือให้กับสิ่งอื่นใดอีกแล้ว นั่นคือชีวิตของเราทั้งครบเป็นของพระองค์ ถวายให้พระจนหมด ชีวิตของเราถ้ามอบให้กับพระทั้งหมดแล้ว ก็จะไม่มีอะไรที่ไม่ดีจะเข้ามาแทรกได้ น้ำเป็นสารที่มีความละเอียด เมื่อเต็มแล้วจะไม่มีช่องว่างให้กับอะไรได้อีก แล้วพระองค์ทรงสั่งเขาอีกว่า “จงตักไปให้ผู้จัดงานเลี้ยงเถิด” ดังนั้นเหล้าองุ่นที่เรามีคือ พระพรที่เรามีนั้น ไม่ได้มีเก็บไว้สำหรับตัวเอง แต่ต้องรู้จักให้ นั่นคือการออกไปแบ่งปัน ออกไปประกาศ ไม่ใช่ประกาศถึงตัวเองแต่ต้องประกาศถึงผู้สร้างคือพระเจ้า ไม่ใช่เพราะเรามีความสามารถ แต่ต้องขอบคุณพระที่ให้พระพรแก่เรามา เมื่อมีคนชื่นชม ยกย่องเรา จงตอบผู้ที่ชื่นชมว่า “ขอบคุณพระ”  ที่พระเมตตาให้กับเรา เหล้าองุ่นที่อยู่ในโอ่งหินคือพระพรที่อยู่ในตัวเรานั่นเอง เมื่อเราได้รับพระพรต่างๆ มากมายจากพระแล้ว เราก็ต้องออกไปแบ่งปันให้กับผู้อื่นต่อไป นี่เป็นความจำเป็น ดังนั้นทุกครั้งเมื่อจบมิสซา จึงให้เราไปป่าวประกาศทั้งด้วยคำพูด การกระทำ และชีวิตของเรา คาทอลิกเราจะคิดว่ามิสซาจบแล้ว ภารกิจของตนก็จบลงแล้วนั้นไม่ได้ เพราะนั่นเท่ากับว่ามิสซายังไม่ได้เกิดผลอะไรในชีวิตของเราเลย หากเรายังไม่ได้ออกไปแบ่งปันพระพรให้กับผู้อื่น เมื่อเราแบ่งปันให้กับผู้อื่นแล้วก็ต้องประกาศตัวด้วยว่าเป็นคริสตชน ชีวิตของเราจึงเป็นการที่มีพระพรเต็มตัวแล้วก็ต้องออกไปแบ่งปัน และการทำดังนี้แหละคือความรัก ความเมตตา โดยการนำพระพรไปมอบให้แก่ผู้ที่ยังขาด โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ดีกับเรา ก็ยิ่งเป็นผู้ที่ต้องการพระเมตตาของพระเจ้าในใจของเราให้กับเขามากที่สุด จงสวดและพูดดีให้กับเขา ชีวิตของเราทุกคนก็เป็นเหมือนกับโอ่งหินที่ขอเพียงนำพระเจ้าเข้ามาในชีวิต แล้วพระองค์ก็จะเปลี่ยนชีวิตจากคนธรรมดาๆ คนหนึ่งให้กลายเป็นบุคคลที่มีคุณค่า และเมื่อชีวิตของเรามีคุณค่าก็จงอย่าเก็บไว้คนเดียว แต่จงแบ่งปันให้กับคนอื่น พระวาจาในตอนนี้ทำให้เรารับรู้ว่า ชีวิตนั้นมีคุณค่าแม้ว่าเราจะเป็นเพียงแค่โอ่งหินธรรมดา แต่มันก็มีค่าได้ถ้ายอมให้พระเจ้าเปลี่ยนชีวิตของเรา