รูปแบบวิถีชีวิตคริสตชน





รวบ รวมบทความดีๆ ที่คุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล คณะรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ ผู้ซึ่งมีพระพรแห่งการถ่ายทอดพระวาจาของพระเจ้าที่สามารถให้ทั้งสาระและความ บันเทิงไปพร้อมกัน บทความเหล่านี้เป็นการสรุปเฉพาะใจความสำคัญที่คุณพ่อได้ให้การแบ่งปันใน กิจกรรมสนทนาธรรม โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสอง ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์
 สนใจเข้าร่วมกิจกรรมติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371

พระวาจาแห่งปีเมตตาธรรม : วันอาทิตย์ที่ 28 กพ.59 อ่าน อพย3:1-8,13-15 ลก13:1-9
รูปแบบวิถีชีวิตคริสตชน

แบ่งปันโดยคุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2559


อพยพ 3:1-6  1พุ่มไม้ลุกเป็นไฟ โมเสสเลี้ยงฝูงแพะแกะของเยโธร ผู้เป็นพ่อตาและสมณะแห่งมีเดียน วันหนึ่งเขาต้อนฝูงแพะแกะข้ามถิ่นทุรกันดารไปถึงโฮเรบ ภูเขาของพระเจ้า 2ทูตสวรรค์ของพระยาห์เวห์ มาปรากฏแก่เขาเป็นเปลวไฟลุกอยู่กลางพุ่มไม้ โมเสสมองดูก็เห็นว่าพุ่มไม้นั้นลุกเป็นไฟ แต่ไม่มอดไหม้ 3จึงคิดว่า “ฉันจะเข้าไปดูเหตุการณ์แปลกประหลาดนี้ใกล้ๆ ทำไมพุ่มไม้นั้นไม่มอดไหม้” 4พระยาห์เวห์ทอดพระเนตรเห็นเขาเข้ามาดูใกล้ๆ จึงตรัสเรียกเขาจากกลางพุ่มไม้ว่า “โมเสส โมเสส” เขาตอบว่า “ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่” 5พระองค์ตรัสห้ามว่า “อย่าเข้ามาใกล้กว่านี้ จงถอดรองเท้าออก เพราะสถานที่ที่ท่านยืนอยู่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์” 6พระองค์ยังตรัสอีกว่า “เราเป็นพระเจ้าของบรรพบุรุษของท่าน เป็นพระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ” โมเสสยกมือขึ้นปิดหน้า ไม่กล้ามองดูพระเจ้า

พระวาจาตอนนี้เป็นตอนที่มีความหมายซ่อนอยู่เยอะมาก พระเจ้าทรงเรียกโมเสสตั้งแต่ในปฐมกาล โมเสสถูกเรียกในขณะที่ชีวิตกำลังสุขสบาย อยู่กับพ่อตา เลี้ยงแกะแพะ มีอิสระแม้จะไม่ร่ำรวย พระวาจาตอนนี้เป็นตอนหนึ่งที่พ่อนั่งรำพึงแล้วรู้สึกซาบซึ้งมาก เริ่มตั้งแต่โมเสสเจอพุ่มไม้ไฟลุกแต่ไม่ไหม้ ในตอนที่ได้รับการเรียกนั้นโมเสสแปลกใจที่ต้นไม้มีไฟลุกอยู่แต่ไม่ไหม้ เหตุที่ไม่ไหม้ก็เพราะไฟที่ลุกอยู่นั้นไม่ใช่ไฟแห่งการทำลาย แต่เป็นไฟแห่งชีวิต และไฟที่ให้ชีวิตนี้คือไฟแห่งความรัก ผู้ที่มีไฟแห่งความรักมากโดยเฉพาะในผู้ที่เป็นพ่อแม่ เขาสามารถยอมตรากตรำลำบากได้เพื่อให้ลูกสบาย ความรู้สึกเช่นนี้คือไฟแห่งความรัก เป็นไฟแห่งการสร้างสรรค์ และไฟนี้ก็มีอยู่ในตัวเราทุกคนเช่นกัน เป็นแรงกระตุ้นที่ทำให้เราสามารถทำงาน มีชีวิตอยู่ได้ เพราะมีพระเจ้าเป็นพลังให้กับเรา หากไฟนี้ดับลงเมื่อใด ชีวิตก็ดับลงเช่นกัน

เมื่อได้ยินเสียงเรียกออกมาจากข้างใน โมเสสก็ตกใจ เสียงนั้นบอกให้ถอดรองเท้าออกเพราะที่นั่นคือที่ศักดิ์สิทธิ์  ในสมัยของโมเสสนั้นคนที่จะมีรองเท้าใส่ได้จะต้องเป็นผู้ที่มีฐานะทางสังคมพอสมควร หากเป็นข้าทาส บริวาร คนทั่วไปจะไม่ใส่รองเท้า การที่โมเสสใส่รองเท้าจึงถือว่าเขาเป็นคนที่มีฐานะในสังคม และการที่พระเจ้าบอกให้ “ถอด” ออก หมายความว่าให้ถอดตำแหน่ง “หัวโขน” ออก เหลือแต่ตัวโมเสสล้วนๆ พวกเราก็เช่นกันการไปวัดเข้าหาพระเจ้านั้นไม่ต้องอ้างถึงตำแหน่งใดๆ เราทุกคนมีฐานะเป็นเพียงลูกคนหนึ่งที่กำลังจะเข้าไปหาพ่อแม่ของเรา ด้วยความรู้สึกคิดถึง รัก หรือเป็นทุกข์เสียใจที่ได้ทำบาปของเราเท่านั้น นี่คือการถอดหัวโขนออก และการถอดรองเท้ายังมีความหมายถึงการสลัดความไม่ดีออกจากตนเอง เพราะรองเท้าเป็นที่รองรับสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ติดอยู่กับรองเท้า ความสกปรกเหล่านั้นพระเจ้าบอกให้โมเสสถอดออกเพื่อจะได้สะอาดเพียงพอที่จะอยู่ต่อหน้าพระเจ้า โมเสสจึงถอดรองเท้าออกและเดินเท้าเปล่าเข้าไปหาพระองค์ เมื่ออยู่ต่อหน้าพระเจ้าโมเสสกลัวมาก เพราะในพระคัมภีร์ของชาวยิวบอกไว้ว่า หากคุณได้มีโอกาสเห็นพระเจ้าหรือได้คุยกับพระเจ้า นั่นแสดงว่าคุณจะต้องตายอย่างแน่นอน ไม่มีใครสามารถมีชีวิตอยู่ได้หากได้เผชิญหน้ากับพระเจ้าแล้ว แม้โมเสสจะกลัวตายแต่ก็เดินเข้าไปเพราะพระเจ้าทรงเรียกเขา

อพยพ 3:7-10  7พระเจ้าทรงมอบภารกิจให้โมเสส พระยาห์เวห์ตรัสว่า “เราสังเกตเห็นความทุกข์ยากของประชากร ของเราในอียิปต์ เราได้ยินเสียงร้องเพราะความทารุณของนายงาน เรารู้ดีถึงความทุกข์ทรมานของเขา 8เราลงมาช่วยเขาให้พ้นมือชาวอียิปต์ และนำเขาออกจากแผ่นดินนั้น ไปสู่แผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์และกว้างใหญ่ ไปยังแผ่นดินที่มีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์ ไปยังที่อาศัยของชาวคานาอัน ชาวฮิตไทต์ ชาวอาโมไรต์ ชาวเปริสซี ชาวฮีไวต์ และชาวเยบุส 9เราได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญของชาวอิสราเอล และเห็นเขาถูกชาวอียิปต์ข่มเหงอย่างทารุณ 10บัดนี้ เราจะส่งท่านไปเฝ้ากษัตริย์ฟาโรห์ เพื่อนำชาวอิสราเอลประชากรของเรา ออกจากอียิปต์

นี่คือรูปแบบวิถีชีวิตที่พระเจ้าทรงเรียกเราคริสตชนทุกคนด้วยเช่นกัน เรียกไปมอบภารกิจและบอกให้กลับไปช่วยเหลือประชากรที่ถูกกดขี่ เราเห็นถึงความเมตตาของพระเจ้าไหม? พระองค์ตรัสว่า “เสียงร้องไห้ของเขาดังไปถึงเรา” ดังนั้นในคำภาวนาของพวกเรา อย่าคิดว่าจะไม่ไปถึงพระเป็นเจ้า แค่เรานั่งหลับตาตั้งจิตคิดถึงพระเจ้าแม้เพียงน้อยนิด พระองค์ก็ทรงรับรู้แล้วว่าพวกลูกๆ กำลังสวดภาวนาอะไรอยู่ แต่หากเราสวดแบบไม่ตั้งใจพระเจ้าจะไม่ได้ยิน เพราะในตอนที่ปากเราสวดแต่ใจกลับนึกไปถึงเรื่องอื่น เนื่องจากพระเจ้าเป็นจิต พระองค์จึงได้ยินอะไรที่ออกมาจากใจเท่านั้น เมื่อเราสวดออกปากแล้วใจก็ต้องไปด้วย แล้วพระเจ้าจึงจะได้ยิน  การเรียกของพระเจ้าไม่ใช่เป็นแค่การทักทาย ถามทุกข์สุขเฉยๆ แต่เป็นการทรงเรียกที่มาพร้อมกับภารกิจให้เราไปทำ การที่พระเจ้าทรงเรียกเราใช้งานนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องสำนึกขอบคุณ เพราะพระเจ้าไม่ได้ทรงเรียกและใช้เราเฉยๆ แต่พระองค์จะให้พระพรกับเราอีกมากมาย ทำให้เราเป็นคนที่มีคุณค่า ดังนั้นชีวิตของพวกเราจึงไม่พอแค่การไปวัดแล้วกลับบ้าน เพราะความหมายที่แท้จริงของชีวิตคริสตชนไม่ใช่เพียงแค่การไปร่วมมิสซา แต่คือชีวิตของผู้ที่ถูกส่งออกไป เพราะพระเจ้าได้ตรัสถึงวันพิพากษาไว้ว่า “เมื่อเจ้าให้อาหารแก่คนที่หิวโหย ให้น้ำแก่คนที่กระหาย เยี่ยมผู้เจ็บป่วย ผู้ต้องขัง เจ้าก็ได้ทำต่อเราเอง”  

ดังนั้นความหมายของการเป็นคริสตชนจึงอยู่ตรงนี้ มิสซาไม่ใช่จุดจบแต่เป็นจุดเริ่มต้น เช่นที่โมเสสได้รับการเรียกจากพระเจ้า นี่คือรูปแบบของวิถีชีวิตคริสตชน ที่เปรียบได้ว่าเป็นวิถีชีวิตแบบ “หม้อหุงข้าว”  วิถีชีวิตคริสตชนเป็น “การหุงข้าว” มิสซาคือหม้อหุงข้าว  พวกเราคือเมล็ดข้าวสารที่ยังแข็งอยู่ น้ำคือน้ำแห่งศีลล้างบาป เป็นเลือดและน้ำที่ไหลออกมาของพระเยซูเจ้า น้ำจะซึมเข้าเม็ดข้าวได้ก็ต้องใช้ความร้อนจากไฟ และไฟนี้ก็คือไฟรักของพระองค์ที่จะทำให้น้ำค่อยๆ ซึมเข้าเม็ดข้าวจนกระทั่งมันเริ่มนิ่มเป็นข้าวสุก เมื่อถึงเวลาที่ข้าวสุกก็เป็นเวลาที่มิสซาได้จบลงพอดี การไปร่วมมิสซาของเราจึงเปรียบเหมือนการที่เอาชีวิตของเราไปให้พระเจ้าหุงให้มันสุก เมื่อข้าวสุก-มิสซาจบลงแล้วกลับบ้านอยู่เฉยๆ ไม่ได้นำเอาข้าวที่สุกออกมากิน มาแบ่งปัน มันก็จะกลายเป็นข้าวเน่า บูด เพราะจุดประสงค์ของการหุงข้าวก็เพื่อกิน ไม่ใช่เพื่อหุงเสร็จแล้วก็จบเอาไปเก็บให้เน่าเสีย ดังนั้นแม้ข้าวจะสุกแต่หากไม่ถูกนำไปใช้ ข้าวนั้นก็ไร้ประโยชน์ ถึงแม้เราจะรู้สึกว่าการได้ร่วมมิสซา การที่ข้าวของเราสุกก็มีความสุขแล้ว แต่หากเราไม่เคยแบ่งให้ใครได้กิน ไม่เคยช่วยเหลือ ไม่เคยคิดถึงใคร ชีวิตเราก็ยังไร้ประโยชน์อยู่ดี วิถีชีวิตคริสตชนที่แท้จริงก็คือ ต้องเอาชีวิตของเราที่เป็นข้าวสุกนำไปแบ่งปันให้กับผู้อื่น เพราะแท้จริงแล้วความบาปทั้งหลายที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้มาจากวิญญาณของมนุษย์ที่หิวโหย อดอยาก มนุษย์รู้จักเลี้ยงดูร่างกาย แต่ไม่รู้จักเลี้ยงดูวิญญาณ ทั้งที่ร่างกายของเราเป็นทาสรับใช้ของวิญญาณเท่านั้น ร่างกายเราไม่ได้ทำชั่วด้วยตัวมันเอง แต่ที่กระทำเลวก็เพราะวิญญาณชั่ว มันหิวโหย มันจึงใช้ร่างกายในการทำความเลว ใช้สายตาจิกกัดคนอื่น ใช้ปากด่าทอว่าร้ายกัน เมื่อวิญญาณหิวจะหาความสงบก็ไม่ได้ มหาพรตจึงฝึกให้เราอด ให้เราหิวเพื่อที่จะได้เข้าใจคนอื่นที่เขาลำบาก   เมื่อเราได้สวดภาวนาให้กับผู้อื่นก็จะเป็นเหมือนการแบ่งอาหารให้กับเขา ทำให้เขาอิ่มขึ้น ดีขึ้น เมื่อวิญญาณอิ่มขึ้นโลกเราจะเกิดความสงบสุข และนี่คือผลที่แท้จริงของมิสซา การที่เห็นคนกระหายแล้วเรายื่นน้ำให้ เห็นคนหิวเราแบ่งอาหารให้ เพราะวิญญาณที่หิวโหยจะอ่อนแอถูกล่อลวงง่าย วิญญาณที่ตกนรกก็เพราะอ่อนแอจนถูกลากไปทำชั่ว ไม่มีเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้กับความบาป

และในปีแห่งเมตตาธรรมนี้พ่ออยากจะขอให้พวกเราช่วยกันทำภารกิจร่วมกันอย่างหนึ่งก็คือการสวดภาวนาให้กับผู้ที่ตกอยู่ในบาปหนักและใกล้จะตาย หากเราสวดให้กับพวกเขา จนเมื่อผู้ที่ตกอยู่ในบาปหนักและกำลังจะตายรู้สึกสำนึกผิดและขอโทษพระก่อนตาย วิญญาณเขาก็จะได้รับความรอด เพียงแต่อาจต้องอยู่ในไฟชำระนาน  เราจึงต้องร่วมใจกันสวดเพื่อพวกเขาด้วย นี่เป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ภารกิจหนึ่ง เพราะคนเหล่านั้นก็เป็นลูกของพระเช่นกัน เพียงแต่เขาอ่อนแอถูกผีล่อลวง จนกระทั่งไม่มีเรี่ยวแรงเหลือที่จะต่อสู้กับมันอีกแล้ว และผีมันก็รอแต่วันตายของเขา เพื่อที่จะพาวิญญาณนั้นไปนรก เพราะมันต้องการทำร้ายจิตใจของพระเป็นเจ้าซึ่งรักมนุษย์มาก ปีศาจต้องการทำร้ายพระเจ้าทั้งที่โดยธรรมชาติของมันเป็นเพียงแค่สิ่งสร้าง ซึ่งไม่สามารถจะทำร้ายอะไรพระเจ้าได้เลย มันจึงใช้วิธีการนี้ทำร้ายหัวใจของพระเจ้า ดึงวิญญาณมนุษย์ลงนรกให้มากที่สุด เพราะพระเจ้าซึ่งเปรียบเหมือนหัวอกของผู้ที่เป็นพ่อแม่ เมื่อเห็นมนุษย์ซึ่งเป็นลูกถูกทำร้าย พระองค์ก็รู้สึกเจ็บปวดยิ่งกว่าเรามนุษย์ที่ถูกทำร้ายเองเสียอีก

อพยพ 3:13-15 13พระเจ้าทรงเปิดเผยพระนาม โมเสสทูลพระเจ้าว่า “เมื่อข้าพเจ้าไปหาชาวอิสราเอลแล้วบอกเขาว่า พระเจ้าของบรรพบุรุษของท่านทรงส่งข้าพเจ้ามาหาท่าน” ถ้าเขาถามข้าพเจ้าว่า “พระองค์ทรงพระนามว่าอะไร” ข้าพเจ้าจะตอบเขาอย่างไร 14พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า “เราคือเราเป็น” แล้วตรัสต่อไปว่า “ท่านต้องบอกชาวอิสราเอลดังนี้ว่า ‘เราเป็น’ ทรงส่งข้าพเจ้ามาหาท่านทั้งหลาย” 15พระเจ้าตรัสกับโมเสสอีกว่า ท่านต้องบอกชาวอิสราเอลดังนี้ว่า “พระยาห์เวห์ พระเจ้าของบรรพบุรุษของท่าน พระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ ทรงส่งข้าพเจ้ามาหาท่านทั้งหลาย นามนี้จะเป็นนามของเราตลอดไป ชนรุ่นต่อๆ ไปจะต้องเรียกเราด้วยนามนี้”  

พระเจ้าทรงบอกว่า เราคือผู้เป็น I am who I am พระเจ้าเป็นองค์แห่งความรักและพระองค์ไม่มีรูปร่างที่จำกัด จึงประจักษ์มาแก่โมเสสในรูปของไฟลุกที่ไม่ไหม้ เพื่อที่จะบอกว่าพระองค์ไม่ได้มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ ในตอนนั้นพระองค์ยังไม่เผยแสดงในพระเยซูเจ้า พระเจ้าเป็นพลังงานไม่มีรูปร่างที่เป็นข้อจำกัด ชีวิตคนเราก็เป็นเช่นรถยนต์จะวิ่งได้ก็ต้องมีน้ำมันที่จะไปจุดไฟขึ้นมาเป็นพลังงานได้ พระเจ้าแสดงองค์เป็นพลังงานแห่งความรัก เป็นพลังงานสูงสุดที่จะกระตุ้นให้ชีวิตสามารถดำเนินต่อไปได้

ลูกา 13:6-9 6อุปมาเรื่องต้นมะเดื่อเทศไร้ผล พระเยซูเจ้าตรัสเป็นอุปมาเรื่องนี้ว่า “ชายผู้หนึ่งปลูกต้นมะเดื่อเทศต้นหนึ่งในสวนองุ่นของตน เขามามองหาผลที่ต้นนั้น แต่ไม่พบ 7จึงพูดกับคนสวนว่า ‘ดูซิ สามปีแล้ว ที่ฉันมองหาผลจากมะเดื่อเทศต้นนี้แต่ไม่พบ จงโค่นมันเถิด เสียที่เปล่าๆ ’ 8แต่คนสวนตอบว่า ‘นายครับ ปล่อยมันไว้อีกสักปีหนึ่งเถิด ผมจะพรวนดินรอบต้น ใส่ปุ๋ย 9ดูซิว่าปีหน้ามันจะออกผลหรือไม่ ถ้าไม่ออกผล ท่านจะโค่นทิ้งเสียก็ได้’

ในพระวรสาร พระวาจาของพระไม่ได้พูดถึงเรื่องสูงส่งจับต้องไม่ได้ แต่พูดถึงเรื่องง่ายๆ ต่ำเตี้ยเรี่ยดินที่ชาวบ้านอย่างเราสัมผัสได้ ในเวลาที่พระเยซูเจ้าสอนพระองค์จะหยิบเอาเรื่องใกล้ตัวมาสอนสานุศิษย์ที่เป็นชาวบ้านธรรมดาให้เข้าใจได้ เรื่องต้นมะเดื่อเทศนี้ก็เช่นกัน ในสภาพทะเลทรายที่แห้งแล้งต้นมะเดื่อเทศก็ยังปลูกขึ้นได้ง่าย แม้ในพื้นที่เป็นดินปนทราย ดังนั้นในที่ที่ปลูกสวนองุ่นซึ่งต้องเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ หากนำต้นมะเดื่อเทศไปปลูกในสวนองุ่น นั่นแสดงว่าไม่ว่าจะปลูกอย่างไรมะเดื่อเทศต้นนี้ก็ต้องขึ้นได้อย่างแน่นอน ต้องเป็นต้นที่เติบโตอย่างดี มีลูกดกได้อย่างแน่นอน แต่ปรากฏว่ามะเดื่อเทศต้นนี้มันใหญ่อย่างเดียว แต่ไม่ยอมออกผลให้ใครได้กินเลย เรียกได้ว่าเป็นต้น “เห็นแก่ตัว” พระเยซูเจ้าสอนแบบนี้ชัดเจนมาก หมายถึงว่า “เจ้าได้รับพระพรมากมาย แต่ไม่กลับแบ่งปันพระพรของเจ้าให้คนอื่นเลย ไม่ออกดอก ออกผลให้คนอื่นได้ชื่นใจ” เมื่อเราเกิดเป็นมนุษย์มีอาการครบ32ประการ ก็ถือว่าเราได้รับดินที่ดีแล้ว แต่หากว่าเราไม่คิดถึงใครเลย คิดถึงแต่ตนเอง ทะนุบำรุงแต่ตนเอง คนอื่นจะเป็นอย่างไรไม่สนใจ คนอย่างนี้ไม่ได้เข้าสวรรค์อย่างแน่นนอน แต่จะถูกพระเจ้าโค่นทิ้ง ชีวิตของเราจึงต้องไม่เป็นเหมือนต้นมะเดื่อเทศที่เอาแต่ตนเอง  พระวาจาตอนนี้มีนัยยะแสดงให้เห็น2ประเด็นคือ 1พระยุติธรรม และ 2พระเมตตา พระยุติธรรมคือเมื่อถึงเวลาก็ต้องออกผล แต่พระเมตตาบอกว่า “ขอเถิด รออีกสักหน่อย ให้โอกาสอีกสักนิด จะพรวนดินให้มากกว่านี้แล้วมันน่าจะออกผล” นี่คือพระเมตตา  ดังนั้น เวลาในปัจจุบันนี้ของพวกเราคือเวลาที่จะต้องเกิดดอกออกผลให้มากที่สุด ไม่อย่างนั้นจะต้องถูกโค่นทิ้งอย่างแน่นอน เป็นเวลานี้เลย เราจึงต้องรีบเร่งทำความดีกันในเดี๋ยวนี้ เวลานี้ไม่ใช่เวลาของการอยู่แบบสบายๆ แต่เป็นเวลาของการสู้รบ พระเจ้าบอกว่าก่อนที่พระยุติธรรมจะมา พระเมตตาจะมาก่อน ปีนี้พระสันตะปาปาประกาศให้เป็นปีแห่งเมตตาธรรม เราไม่รู้ว่าปีหน้าจะเกิดอะไรขึ้น โลกเราปัจจุบันนี้ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ล้วนชวนให้สลดหดหู่มาก ผู้คนจิตใจโหดเหี้ยมอย่างมาอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน  หากยังไม่รู้จะทำความดีอะไรก็จงสวดภาวนาให้คนอื่นบ้าง สวดให้กับคนที่ใครๆ ต่างก็ประณามว่าเป็นคนเลว แต่เราไม่รู้จักใครทั้งครบที่จะตัดสินได้ว่าเขาเลวเพราะอะไร เขาอาจจะเป็นผู้ที่ถูกกระทำมาก่อน เมื่อเราสามารถสวดให้เขาได้ จึงเป็นการออกดอก ออกผล เป็นความใจกว้าง เราจะบอกว่าไม่สามารถช่วยอะไรใครได้นั้นไม่จริง คำภาวนาที่เราสวดให้มันไปได้ไกลมาก เรียกได้ว่าไม่ว่าเราจะมีใจที่กว้างใหญ่เท่าใดคำภาวนาก็ไปถึงได้หมด เมื่อสวดภาวนาจงนึกถึงผู้ที่ย่ำแย่ มีปัญหา ถูกคนอื่นประณาม นี่คือบุคคลที่เป็นเป้าหมายที่เราจะสวดให้แก่เขา

สารแห่งความเมตตา ลก.6:36-38 Merciful Like the Father (Lk 6:36)

ความเมตตากรุณาและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ 36จงเป็นผู้เมตตากรุณาดังที่พระบิดาของท่านทรงพระเมตตากรุณาเถิด 37อย่าตัดสินเขาแล้วพระเจ้าจะไม่ทรงตัดสินท่าน อย่ากล่าวโทษเขา แล้วพระเจ้าจะไม่ทรงกล่าวโทษท่าน จงให้อภัยเขาแล้วพระเจ้าจะทรงให้อภัยท่าน 38จงให้ แล้วพระเจ้าจะประทานแก่ท่าน ท่านจะได้รับเต็มสัดเต็มทะนานอัดแน่นจนล้น เพราะว่าท่านใช้ทะนานใดตวงให้เขา พระเจ้าก็จะทรงใช้ทะนานนั้นตวงตอบแทนให้ท่านด้วย

“จงเป็นผู้เมตตากรุณาดังที่พระบิดาของท่านทรงพระเมตตากรุณาเถิด” คำนี้มีความหมายที่ลึกซึ้งมาก เป็นคำที่สันตะปาปาตั้งใจหยิบขึ้นมาใช้ เพราะปัจจุบันมนุษย์ลืมว่าตนเองเป็นใคร จึงทำชั่วได้ง่าย หากเรารู้ว่าตนเองเกี่ยวดองกับผู้ที่มีตระกูลใหญ่โต เราคงจะไม่กล้าทำตัวเสียหายให้เสียชื่อวงศ์ตระกูล ดังนั้นพระสันตะปาปาโดยการดลใจของพระจิตเจ้า จึงนำคำนี้มาใช้ บอกให้รู้ว่าเราทุกคนไม่ใช่ลูกใครที่ไหนก็ไม่รู้ แต่เป็น ”ลูกของพระเจ้า” และพระองค์คือ “พ่อของเรา” ดังนั้นไม่ว่าจะทำอะไรก็จงนึกถึงพ่อของเราสักนิด

ความเมตตาเป็นธรรมชาติของพระเจ้า และหากเราเป็นลูกของพระเจ้าจริง ธรรมชาติอันนี้จะต้องแสดงออกมาด้วย เราจึงต้องเป็นผู้ที่มีเมตตาต่อผู้อื่น สงสารผู้อื่น ไม่ประณามใคร ไม่พิพากษา ไม่ด่า แต่จงตักเตือนเขา คำว่าอย่าตัดสินเขาแล้วพระเจ้าจะไม่ทรงตัดสินท่าน นี่คือกฏแห่งกรรม คริสตชนจึงห้ามสมน้ำหน้าใครแต่จงสงสารเขา สวดภาวนาให้เขากลับใจ คำว่าสงสารนี้เป็นคำแห่งปีเมตตาธรรมเลยทีเดียว ถ้าเราไม่เคยรู้สึกสงสารใคร ก็จงรู้ไว้เถิดว่าเป็นชีวิตของเราเองนี่แหละที่น่าสงสารที่สุดแล้ว

การให้อภัยเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับใครนอกจากตัวของเราเอง ความโกรธแค้นคือการสร้างกำแพงขึ้นมาขวางกั้นระหว่างเรากับผู้ที่เราโกรธ นี่คือการไม่ให้อภัย และกำแพงนี้ไม่ได้ขวางเฉพาะเรากับผู้ที่เราโกรธ แต่ยังขวางไม่ให้พระเจ้าเข้ามาหาเราด้วย เพราะเป็นเราเองที่สร้างกำแพงของตนเองขึ้นมา ความโกรธ โมโห เกิดขึ้นได้ แต่อย่าปล่อยไว้นาน เวลาเจอคนที่ว่าร้ายเราจงสงสารเขาที่อ่อนแอถูกผีครอบงำ จงสวดให้เขาเข้มแข็งขึ้นจนกลับมาคืนดีกันได้ จากประสบการณ์ของพ่อที่เคยสวดให้กับผู้ที่ด่าใส่หน้าว่าเกลียดเรา พ่อได้สวดให้เขาวันละบท แรกๆ ที่สวดให้เขานั้นก็รู้สึกเจ็บ แต่หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ดีขึ้น จนกระทั่งแม้เราไม่สามารถรู้ได้ว่าเขาหายเกลียดเราหรือยัง แต่ความรู้สึกของตัวเราเองนั้นดีขึ้น รับรู้ได้เลยว่าเราได้รับการรักษาจนหายแล้ว ไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้เมื่อเขาจะยังคงมึนตึงใส่เรา พระเจ้าให้เราได้เจอกับผู้คนหลากหลายแบบเพื่อที่เราจะได้มอบพระเจ้าเติมเต็มให้แก่เขา และเมื่อเราสวดภาวนาให้แก่เขา เราก็จะได้รับการรักษาเยียวยาและเข้มแข็งขึ้นด้วยเช่นกัน

จงให้ แล้วพระเจ้าจะประทานแก่ท่าน คำนี้สำคัญ ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาของการให้ พระเจ้าให้เรามา และเราก็ให้ต่อ การทำบุญของศานาคริสต์คือการให้โดยไม่หวังอะไรตอบแทน แต่พระเจ้าจะประทานพระพรลงมาแก่เราแทนซึ่งจะดีกว่าของเดิมที่เราได้ให้ไปเสียอีก เราทำบุญเพราะเราเป็นลูกของพระเจ้า และบุญนี้ก็เป็นพระพรที่มีเราจึงแบ่งปันออกไป ท่านจะได้รับเต็มสัดเต็มทะนานอัดแน่นจนล้นเพราะว่าท่านใช้ทะนานใดตวงให้เขา พระเจ้าก็จะทรงใช้ทะนานนั้นตวงตอบแทนให้ท่านด้วย เวลาพระเจ้าประทานพระพร พระองค์ไม่เคยให้แบบเก็บเม้มไว้ แต่ให้แบบมีเท่าไหร่ รับได้แค่ไหน พระองค์อัดให้เท่านั้น ภาชนะที่จะใช้รับพระพรคือใจของเราจึงต้องมีขนาดที่กว้าง ยิ่งใจเรากว้างก็จะยิ่งรับพระพรจากพระได้มาก

ภาพโลโก้ปีศักดิ์สิทธิ์แห่งเมตตาธรรมนี้เป็นภาพที่น่ารักมาก เป็นรูปของพระเยซูเจ้าแบกคนบาปที่หมายถึงพวกเราทุกคน ซึ่งพระเยซูเจ้าได้ดึงขึ้นมาจากเงากางเขนสีดำในภาพ ซึ่งหมายถึงภาระ ความบาปของชีวิต โดยธรรมชาติของมนุษย์เมื่อทำบาปก็เหมือนถูกตอกตรึงให้อยู่กับมัน ทำให้เราจมอยู่ในความมืด ไม่เป็นอิสระ เจ็บปวดและทรมาน ที่ในบางครั้งก็อยากตายให้พ้นจากสภาพนั้น นี่คือผลของบาป เดิมทีคนบาปคนนี้ถูกตรึงกางเขนอยู่ และพระเจ้าดึงเขาขึ้นมาโดยการที่พระองค์ยอมถูกตรึงแทน เพราะนี่คือกฏแห่งกรรม  

การที่พระเจ้าช่วยเราแท้จริงแล้วมันไม่จบแค่นั้น แต่คือการที่พระองค์ต้องรับผลของบาปนั้นแทนเรา เพราะพระเจ้าก็เป็นพระยุติธรรม พระองค์จึงต้องชดเชยให้แก่พระยุติธรรมด้วย พระองค์ต้องใช้ตัวเองชดเชยให้แก่มนุษย์ นี่คือความเป็นพ่อ-ลูกกัน ที่ผู้เป็นพ่อแม่นั้นยอมตายแทนลูกได้ ในภาพนี้พระเยซูเจ้าจึงรอยแผลอยู่เป็นสัญลักษณ์ถึงความรักที่พระองค์ได้ชดเชย ใช้เวรกรรมให้แก่ลูก และไม่ใช่แค่การที่ได้ชดเชย ชดใช้ให้เท่านั้น แต่ยังดึงเขาออกมาจากความบาปแล้วนำเขามาสวมไว้ที่คอ แบกใส่บ่า ผู้ที่จะเอาเขามาอยู่บนคอตนเองได้นั้น จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพ่อหรือแม่ของเขาคนนั้น จึงจะมีความรักต่อเขาได้มากขนาดนี้ การนำมาใส่คอก็เพื่อยกเขาขึ้นมาจากความบาป จากคนเลวคนชั่วให้เป็นลูกของพระองค์ พระองค์รื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่มีอยู่ก่อนแล้วของความเป็นพ่อลูกกัน  สายคาดสะเอวสีแดงในรูป คือพระเยซูเจ้าที่ทรงผูกมัดชีวิตพระองค์ไว้ด้วยความตาย หมายถึงพันธสัญญาของพระองค์ว่าจะเอาชีวิตแลกชีวิตให้เรา นี่คือพันธสัญญาที่ผูกมัดไว้ที่เอวของพระองค์ ผ้าคาดสีแดงหมายถึงลูกที่ได้รับการไถ่ด้วยชีวิตของพระองค์ สิ่งที่ผูกมัดเขาไว้คือชีวิตของพระเจ้า ชุดที่เขาใส่ในภาพเป็นสีทอง หมายถึงพระเจ้า สีของความศักดิ์สิทธิ์ เมื่อพระเจ้าดึงเขาขึ้นมาจากกางเขนแล้ว พระองค์ก็คืนศักดิ์ศรีความเป็นลูกพระเจ้าให้แก่เขาอย่างครบถ้วนด้วย จากคนที่ถูกตรึงกางเขน คนที่เลวร้าย พระองค์กลับดึงเขาขึ้นมาใส่บ่า แล้วยอมให้ตนเองถูกตรึงแทนแล้วคืนศักดิ์ศรีให้แก่เขา มือของพระองค์จับเขาไว้แน่นดังจะบอกว่า “เราจะไม่ปล่อยให้ลูกหนีหายไปไหนอีกแล้ว” มันคืออุ้งมือแห่งความรัก มือของแม่ที่จับลูกไว้แน่น ที่แสดงว่าพระองค์รักมนุษย์สุดหัวใจจริงๆ ภาพใบหน้าที่แนบสนิทจนกระทั่งเหลือนัยน์ตารวมเป็นหนึ่งเดียวกัน คือการที่มนุษย์กับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน หมายความว่าเมื่อเรามีเมตตาเราจะไม่ใช้สายตาของเรามนุษย์มอง แต่จะใช้สายตาของพระเจ้าในการมองผู้อื่น นั่นคือสายตาพระเจ้าที่จะอยู่ในมนุษย์ และเช่นเดียวกันสายตาของมนุษย์ก็อยู่ในพระเจ้า คือการที่พระเจ้าจะมองดูเราอย่างเข้าใจที่สุด แม้เราจะเลวจะชั่ว แต่เบื้องหลังความเลว ความชั่วของเราก็อาจเป็นผลมาจากการถูกกระทำ พระเจ้าจึงมองเราด้วยสายตาที่เข้าใจ เห็นส่วนที่ลึกที่สุดของเรา พระองค์จึงไม่มองมนุษย์โดยการพิพากษา แต่มองด้วยความรักของผู้ที่เป็นพ่อแม่ ที่ไม่ว่าลูกจะเลวอย่างไรก็ยังอยากที่จะให้โอกาสแก้ตัวเสมอ

 ภาพนี้เป็นภาพ “คนตกบ่อ” ที่พ่อได้ให้เณรวาดขึ้น เพื่อสะท้อนและอธิบายให้เราเข้าใจถึงคำว่าพระผู้ช่วยให้รอดของศาสนาคริสต์ ซึ่งเป็นศาสนาที่มีความแตกต่างจากศาสนาอื่น แม้จะมีผู้กล่าวว่า “ทุกศาสนาสอนให้คนทำความดีเหมือนกัน” แต่ในความเป็นจริงแล้ว แต่ละศาสนาก็มีความแตกต่างกันอยู่ และสำหรับศาสนาคริสต์ก็มี “ผู้ช่วยให้รอด” ที่เพิ่มขึ้นมา พ่อจึงใช้ภาพนี้เพื่ออธิบายให้พวกเราเห็นภาพได้อย่างชัดเจน ในภาพมีคนที่เปรียบเสมือนเด็กที่กำลังตกอยู่ในบ่อน้ำ บ่อน้ำนี้คือบ่อแห่งความบาป ที่มีความลึกมากน้อยตามความบาปที่เขาได้กระทำ เด็กคนนี้เขาได้จมอยู่ในบ่อแห่งบาปนี้มาโดยตลอดในชีวิตความเป็นมนุษย์เขา ซึ่งเขาก็พยายามที่จะตะเกียกตะกายขึ้นจากบ่อความชั่วของตนด้วยการพยายามที่จะเป็นคนดี เพราะในธรรมชาติความเป็นมนุษย์ แท้จริงทุกคนอยากที่จะเป็นคนดี อยากสบาย อยากจะได้ขึ้นสวรรค์ ไม่มีมนุษย์คนไหนที่มีความใฝ่ฝันในชีวิตว่าเมื่อตายและอยากจะไปนรก ความพยายามที่จะขึ้นจากบ่อบาปนี้มันจึงเป็นพลังของเขา โดยมีคนอื่นๆ ที่รายล้อมอยู่ข้างบน ที่เห็นว่ามีคนตกบ่อและอยากจะช่วย มีทั้งคนที่ได้เห็นทุกขั้นตอนว่าเขาตกบ่อลงไปได้อย่างไร และจะขึ้นมาได้อย่างไร จึงได้ทำการอธิบายการขึ้นจากบ่อให้เขาฟัง เด็กคนนั้นก็พยายามดิ้นรนขึ้นจากบ่อตามคำแนะนำเหล่านั้น ในขณะที่บางคนได้โยนเชือกให้แก่เขา แต่เชือกบางอันก็สั้นเกินไป บางอันที่ยาวหน่อยแต่เด็กก็ไม่มีแรงพอที่จะจับเชือกดึงตัวเองขึ้นมาได้ไหว บางคนก็ส่งไม้ให้เกาะ โยนห่วงยางลงไปให้ บางคนก็สวดอ้อนวอนให้ บ้างก็ได้แต่กังวลอยู่ข้างบน ในขณะที่บางคนก็กอดอกมองดูคนตกบ่ออยู่เฉยๆ บ้างก็นั่งหันหลังไม่สนใจเด็กที่กำลังจะจมน้ำตาย ในขณะที่เด็กก็เริ่มอ่อนกำลังลงไปเรื่อยๆ  แต่แล้วก็มีคนคนหนึ่งที่พอมองเห็นเด็กจมน้ำก็รีบวิ่งมาช่วย กระโดดลงน้ำไปทันที โดยไม่รอถามหรือดูอะไรทั้งสิ้น คนที่ยอมเสี่ยงชีวิตตนเองโดยไม่สนใจว่าในบ่อน้ำจะมีจระเข้หรือมีความลึกมากแค่ไหน คนคนนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากผู้ที่เป็นพ่อแม่ของเด็กคนนั้นที่กำลังจะจมน้ำตาย เขาไม่ยอมที่จะเสียเวลามานั่งถามถึงสาเหตุของการตกบ่อ นอกจากจะอยากรีบลงไปช่วยลูกของเขาให้รอดจากอันตรายเท่านั้น และเมื่อกระโดดลงไปในน้ำแล้วเขาคนนั้นก็จะดำลงไปด้านล่างเพื่อเอาตัวเองดันลูกขึ้นมา เอากำลังของตนที่มีมากกว่าค่อยๆ ดัน จนกระทั่งลูกขึ้นจากบ่อได้ และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมพระเยซูเจ้าจึงต้องมาเกิดในสภาพที่ลำบากกว่าพวกเรา พระองค์มาเกิดในถ้ำเลี้ยงสัตว์ เหมือนการกระโดดลงน้ำของคนที่เป็นพ่อในภาพนี้ ที่ดำลึกลงต่ำใต้น้ำเพื่อที่จะดันลูกขึ้น การเกิดของพระเจ้าจึงเป็นการเกิดในที่ต่ำ ที่มนุษย์คนไหนก็หายากที่จะเกิดในถ้ำเลี้ยงสัตว์เช่นพระองค์ และในเวลาตายก็ตายแบบเลวร้ายที่สุดเท่าที่คนคนหนึ่งจะตายได้ ถูกประณามว่าเป็นคนที่เลวจนต้องถูกประหารชีวิตตรึงกางเขน “พระเยซูเจ้า ผู้ซึ่งเป็นพระผู้ช่วยให้รอด” พระองค์จึงต้องเกิดและตายต่ำกว่าเรามนุษย์ทั่วไปก็เพื่อที่จะดันเราขึ้น ดังนั้นในศาสนาคริสต์จึงมีทั้งคำสอนและมีพระผู้ช่วยให้รอด ที่จะช่วยให้เราไม่ต้องกลับไปตกในบ่อแห่งบาปอีก แต่เราซึ่งเป็นลูกของพระองค์จะได้รับการช่วยเหลือและผลักดันขึ้นจากบ่อบาป จนกระทั่งได้รับความรอดไปสวรรค์ในที่สุด.