“ผู้หว่านและการลงทุนของชีวิต”

“ผู้หว่านและการลงทุนของชีวิต

แบ่งปันโดยคุณพ่อบัญชา อภิชาติวรกุล
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2559

 
มัทธิว 13:3-9  อุปมาเรื่องผู้หว่าน

พระองค์ตรัสว่า “จงฟังเถิด ชายคนหนึ่งออกไปหว่านเมล็ดพืช 4ขณะที่เขากำลังหว่านอยู่นั้น บางเมล็ดตกอยู่ริมทางเดิน นกก็จิกกินจนหมด 5บางเมล็ดตกบนพื้นหินที่มีดินเล็กน้อย ก็งอกขึ้นทันทีเพราะดินไม่ลึก 6แต่เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น ก็ถูกแดดเผาและเหี่ยวแห้งไปเพราะไม่มีราก 7บางเมล็ดตกในพงหนาม ต้นหนามก็ขึ้นคลุมไว้ ทำให้เหี่ยวเฉาตายไป 8บางเมล็ดตกในที่ดินดี จึงเกิดผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง 9ใครมีหู ก็จงฟังเถิด”

พระวาจาในตอนนี้พระเยซูเจ้าตรัสถึงการหว่านพระวาจาออกไป ที่แท้จริงแล้วมีความหมายซ่อนอยู่อีกเยอะมาก ซึ่งพ่อจะอธิบายเรื่อง “ผู้หว่าน” ในรูปแบบของ “การลงทุนในชีวิต” ในการแบ่งปันพระวาจาครั้งนี้ ชีวิตของเราเป็นเหมือนพื้นที่ที่ทุกวันนี้เรากำลังลงทุนกันอยู่ หากอยากมีชีวิตที่สบายมีอนาคตที่ดี เราก็ต้องมีการลงทุน และในการลงทุนนี้มันคือการที่เราต้องลงทุนในชีวิตของตนเอง พระเจ้าได้หว่านพระพร ความรู้ต่างๆ ให้แก่เราทุกคนที่เป็นผืนดินและในขณะเดียวกันนอกจากเราจะเป็นเจ้าของที่ดินของตนเองแล้ว ยังเป็นทั้งเจ้าของเมล็ดพันธุ์คือเป็นผู้หว่านอีกด้วย      ทุกวันนี้ปัญหาคือพวกเรายังไม่เข้าใจว่าทำไมชีวิตจึงมีปัญหาเกิดขึ้นได้ในแต่ละวัน พ่อได้พบกับคริสตังครอบครัวหนึ่งซึ่งกำลังประสบปัญหาชีวิตอย่างหนัก จนกระทั่งเริ่มที่จะให้ไสยศาสตร์เข้ามาเป็นที่พึ่งแทนพระเจ้าเสียแล้ว เขามีคำถามว่า “คนเรามีชีวิตเกิดมาเพื่ออะไรกัน เพื่อที่จะมีความทุกข์ในโลกนี้อย่างนั้นหรือ?” ความจริงทุกข์หรือสุขเป็นเรื่องของบุญ ถ้าบุญเยอะความทุกข์ก็จะน้อย และในทางกลับกันคนที่สะสมบุญไว้น้อยความทุกข์ก็จะเยอะ ความทุกข์ไม่ใช่เรื่องของการแบกภาระ เพราะหลายคนที่แบกไว้เยอะแต่ก็ไม่ได้รู้สึกเป็นทุกข์ กลับมีหน้าตาอิ่มเอิบทั้งที่มีปัญหาในชีวิตมากมาย มีบางคนบอกเลยว่าถ้าไม่มีพระเขาคงฆ่าตัวตายไปนานแล้ว ทุกวันนี้ที่ยังอยู่ได้ก็ได้แต่นั่งกอดขาพระ ทำให้สามารถผ่านชีวิตไปได้ในแต่ละวันโดยไม่รู้สึกทุกข์ใจอะไร แท้จริงเรื่องทุกข์หรือสุขนั้นเป็นเรื่องของวิญญาณที่มีเฉพาะในเรามนุษย์เท่านั้น ในสัตว์ไม่มีทุกข์หรือสุข มีแต่ความเจ็บ หิว กลัว    การเกิดมาของชีวิตมนุษย์ก็เพื่อที่จะนำไปสู่ความสุขเต็มอิ่มที่ยิ่งใหญ่ แต่ก่อนที่จะไปถึงยังจุดนั้น มันจะต้องผ่านความยากลำบาก เหมือนเช่นชีวิตบรรพบุรุษของเรากว่าจะได้สบาย บางคนก็เข้าบั้นปลายชีวิตหรือไม่ก็ตายจากไปก่อนแล้ว ใครที่มีสมบัติในสวรรค์มาก แม้ในโลกนี้จะลำบากเขาก็จะไม่รู้สึกเป็นทุกข์ ชีวิตและความยากลำบากในโลกนี้เป็นของชั่วคราว มันจึงมีเวลาที่จำกัด แล้วหลังจากนั้นเราจึงจะมีความสบายตลอดนิรันดร คำว่านิรันดรคือถ้าสบายก็สบายตลอดไป แต่ถ้าลำบากก็ลำบากนิรันดร  นี่คือความจริงที่น่ากลัว ในศาสนาคริสต์ไม่มีการกลับชาติมาเกิดอีก เพราะชีวิตคริตชนนั้นได้ถูกไถ่จนไม่เหลือเวรกรรมที่จะต้องไปชดใช้ในชาติไหนอีกแล้ว เพราะพระเจ้าได้จ่ายให้กับเราด้วยชีวิตของพระองค์เองจนหมดเกลี้ยง เป็นการตัดกรรมให้กับเรา เคยมีคนเล่าให้พ่อฟังว่ามีคนทรงเจ้าพยายามที่จะนั่งทางใน ดูอนาคตของบ้านคนคริสต์คนหนึ่ง ปรากฎว่าไม่สามารถดูได้และเห็นเพียงภาพชายห้อยหัวบอกว่าไม่ต้องห่วงเขาเป็นผู้ดูแลบ้านหลังนี้อยู่ คนทรงจึงสันนิษฐานได้ว่าชายห้อยหัวที่เห็นนั้นคือพระเยซูเจ้าผู้สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ที่คอยดูแลบ้านคนคริสต์อยู่นั่นเอง ดังนั้นเราคริสตชนที่มีพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และยอมตายแทนเราบนไม้กางเขนยังจะต้องกลัวอะไรอีกเล่า ชีวิตที่มีพระอยู่กับตัวยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว ผีตัวไหนก็ทำอะไรเราไม่ได้ เรามีศักดิ์สูงกว่าเทวดาเสียอีกเพราะเราเป็นลูกของพระเจ้า แต่การที่เราไม่ต้องกลับมาเกิดอีกนี้ก็ต้องมีการเตรียมตัวให้ดี เพราะสถานที่ที่เราจะไปหลังจากจบชีวิตในโลกนี้แล้วนั้น เราจะต้องไปอยู่ตลอดนิรันดร  เราจึงต้องถามตนเองตั้งแต่ตอนนี้แล้วว่า ทรัพย์สมบัติในสวรรค์ของเราได้มีการเตรียมเอาไว้มากน้อยแค่ไหน สมบัติในสวรรค์นั้นมีความจำเป็นมากกว่าสมบัติในโลกนี้เสียอีก ชีวิตของเราในปัจจุบันนี้มันจึงเป็นการลงทุนและเก็บเกี่ยว

พ่ออยากให้เราได้พิจารณาดูภาพ “พื้นที่” ซึ่งแสดงถึงสภาพของผืนดินในวิญญาณของเรา ให้เราถามตนเองว่าควรจะเป็นพื้นดินแบบไหน ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจว่าต่อไปนี้เราจะต้องลงทุนกับพื้นที่ในวิญญาณของเราอย่างไร เพราะการที่ชีวิตหลังความตายของเราจะสบายหรือลำบากตลอดนิรันดร มันขึ้นอยู่กับว่าเราลงทุนอะไรลงไปกับพื้นที่ของเรา
ผืนดินนั้นมีอยู่สี่ชนิด แบ่งออกเป็นสี่ประเภทด้วยกัน ดินแรกเรียกว่า “ดินทางเดิน” ดินที่สอง “ดินมีหิน” ดินที่สาม “ดินมีหนาม” ดินที่สี่เป็นดินปลูกต้นไม้ได้เรียกว่า “ดินดี”

ผืนดินแบบแรกที่เรียกว่า “ดินทางเดิน”  คือผู้ที่ปล่อยให้ชีวิตของตนเองยุ่งเกี่ยวกับผู้อื่นมากเกินไป จนกระทั่งไม่มีเวลาให้กับพระ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะเมื่อไม่มีเวลาให้กับพระ ดินของเราก็จะแข็ง กลายเป็นคนใจแข็งเพราะในโลกปัจจุบันนี้เราไม่ได้พบเจอกับความดีมากสักเท่าไหร่ เราต้องเผชิญอยู่กับความไม่ดีที่มีให้พบเห็นมากกว่าตามสื่อต่างๆ และหากเราปล่อยให้ความไม่ดีทั้งหลายได้เดินผ่านเข้ามาในพื้นที่ของเราอยู่ตลอดเวลา การอ่านเรื่องราวข่าวคราวความโหดร้ายของผู้คนในปัจจุบัน นานวันเข้าจิตใจของเราก็จะเกิดความชินชากับความเลวร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น สมัยก่อนการฆ่าคนเป็นเรื่องที่น่ากลัว แต่ตอนนี้ข่าวการฆ่ากันที่เราได้ยินกลับกลายเป็นเรื่องธรรมดา ที่เกิดขึ้นในทุกๆวัน ปัจจุบันความโหดร้ายลามไปถึงขนาดที่มีข่าวออกมาให้เราได้พบว่ามีลูกเชือดคอฆ่าแม่และทำร้ายพ่อที่จะเข้ามาช่วย สาเหตุเพราะแค่เกิดความโมโหโดยไม่ได้เป็นผลจากการเสพติดยาอะไรเลย มันสะท้อนให้เห็นถึงสภาพจิตใจของผู้คนในปัจจุบันนี้ที่มาถึงขั้นเลวร้ายที่สุดแล้ว หัวใจที่เหมือนพื้นดินที่ถูกเหยียบย่ำอยู่ตลอด จนกระทั่งมีแต่ความหยาบกระด้าง แยกแยะไม่ออกระหว่างความดี-ความชั่ว พระวาจาของพระ ความดีที่ถูกหว่านออกมาจึงไม่สามารถเข้าไปในพื้นดินชนิดนี้ ไม่เกิดผลใดๆ ได้เลย จนกระทั่งมีนกมาจิกกินให้เป็นเพียงอาหารของสัตว์เท่านั้น

หากเราเป็นคนใจแข็งไม่เคยสงสารใครและไม่ชอบให้ใครมารู้สึกสงสารเราด้วย ไม่สนใจความทุกข์ยากของใครและไม่ต้องการให้ใครมาสนใจตนเอง เป็นคนเห็นแก่ตัว คนประเภทนี้ต้องใส่น้ำ ใส่ฝนลงไปเยอะๆ ถ้าคนในบ้านของเราเป็นประเภทนี้ต้องสวดให้เขามากๆ การสวดเหมือนสายฝนที่จะตกลงในหัวใจของเขา ที่จำเป็นต้องใช้เวลานาน เพราะกว่าที่ดินจะแข็งแบบนี้ได้ก็สะสมความหยาบกระด้างมานาน เวลาที่เราสวดให้คนประเภทนี้ควรจะสวดแบบออกชื่อ เพื่อเป็นการเฉพาะเจาะจงให้ฝนไม่ไปตกที่อื่น ให้ตกที่ดินผืนนี้ที่เดียวเลย และหากเรารู้ตัวเองว่าเป็นคนประเภทนี้ ควรจะหาเวลาเฉพาะให้กับพระ คือการกั้นทางห้ามผ่านเหมือนเวลาที่เราต้องการฟื้นฟูดิน คือการมีเวลาให้กับพระโดยเฉพาะ ไม่ให้ใครผ่านเข้ามาชั่วคราว ขอเวลานี้ให้กับพระ ให้ฝนตกลงมาให้หนำใจเสียก่อน คือการไม่สนใจคนอื่นชั่วคราวในช่วงระหว่างการเยียวยารักษาตัวเองนี้ การเยียวยารักษานี้คือการที่ต้องมีเวลาให้กับพระ  หลายครั้งที่เราบอกว่าชีวิตตนเองย่ำแย่แล้วก็บอกว่าไม่มีเวลาให้กับพระ ทั้งที่เวลาที่ร่างกายเราเจ็บป่วยยังต้องมีเวลาที่จะต้องพักฟื้นหาหมอ แล้วเวลาที่วิญญาณของเราไม่สบายทำไมเราจะไม่มีเวลาให้กับพระบ้างเล่า ดังนั้นจึงต้องมีเวลา จัดเวลาให้กับพระให้กับการภาวนา แท้จริงแล้วการภาวนาคือการ “คุยกับพ่อของเรา” เพราะพระเจ้าในศาสนาคริสต์พระองค์นี้บอกให้เราเรียกพระองค์ว่าพ่อ ดังนั้นในคำภาวนาของเราจึงเป็นการคุยกันกับพ่อ และความสำคัญของการคุยกันนี้อยู่ที่ความจริงใจ ไม่ต้องเสแสร้งเพราะพระเจ้าทรงเห็นแล้วทุกสิ่ง หากเราไม่เชื่อพระองค์ก็บอกไปตามตรงว่า “ลูกไม่เชื่อพระองค์” และคนแบบนี้ไม่ยากที่จะกลับใจเพราะเขามีความจริงใจต่อพระ ในการภาวนาคือความจริงใจระหว่าง “ลูกกับพ่อ” ไม่ว่าเราคิดตั้งใจอะไรก็ให้บอกกับพระ  การ ”คุยกับพระเจ้า” คือสิ่งที่สำคัญมาก ช่วยให้เรานั้นคุ้นเคยกับพระองค์ หลายคนรู้สึกว่าการภาวนาเป็นเรื่องที่น่าเบื่อหน่ายที่จะต้องพร่ำบ่นประโยคซ้ำๆเดิมๆ เราอาจจะไม่คุ้นเคยกับการภาวนาในตอนแรก แต่หากได้ฝึกฝนไปเรื่อยๆก็จะเกิดความคุ้นเคยสนิทสนมกัน เหมือนคนรักที่จีบกันแรกๆ ก็ต้องใช้เวลาที่จะทำความรู้จักกันมากหน่อย การคุยกับพระเจ้าก็เช่นกันทีละเล็กทีละน้อยที่เราจะรู้จักพระองค์และตัวเราเองมากขึ้น จนสามารถที่จะเปิดเผยเรื่องราวความบาป ขยะของเราที่ไม่สามารถแก้ไขได้กับพระองค์จนหมดสิ้น แล้วพระจะเยียวยารักษาเราในที่สุด จนเรากลายเป็นคนที่ชื่นชมความดีงามของคนอื่นเป็น แรกๆ อาจจะรู้สึกต้องเสแสร้งฝืนใจ แต่เมื่อฝึกฝนไปเรื่อยๆ ทีละเล็กทีละน้อยพระจะเปลี่ยนเราให้กลายเป็นคนที่รู้สึกชื่นชมผู้อื่นได้อย่างจริงใจโดยไม่มีความอิจฉาริษยาเข้ามาอีก ชีวิตเราสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเราเปิดขยะให้พระดู บอกพระองค์อย่างจริงใจว่าตัวของลูกมีอะไร แย่ขนาดไหน นิสัยอะไรที่แก้ไม่ได้ แล้วพระก็จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เราได้ทีละน้อยๆ จนคาดว่าเมื่อใกล้จะตายเราน่าจะแก้ไขได้จนเกือบจะหมด การภาวนาคุยกับพระอย่างจริงใจจะทำให้ผืนดินของเราอ่อนนุ่มขึ้นที่เมื่อหว่านเมล็ดพันธุ์อะไรลงไปมันจะกลายเป็นดินดีได้ง่ายขึ้น

ผืนดินแบบที่สอง “ดินมีหิน” คนประเภทนี้เรียกว่าเป็นคนใจหิน มีชีวิตอยู่ด้วยความหนักใจในปัญหาต่างๆ มากมายจนรู้สึกว่าชีวิตมันยิ้มได้ยากเหลือเกิน เวลาเห็นคนอื่นมีความสุขยิ้มได้ก็รู้สึกอิจฉา เพราะรู้สึกว่าตนเองมีปัญหาหนักมากจนยิ้มไม่ออก มาร่วมมิสซาจนจบกลับไปที่บ้านก็ยังคงรู้สึกหนักอึ้ง เวลาได้ยินเรื่องราวดีๆ ก็ไม่รู้สึกซาบซึ้งอะไร เพราะเอาแต่คิดถึงปัญหาชีวิตที่หนักอึ้งของตนเอง หากชีวิตเราเป็นเช่นคนประเภทนี้ ต้องหัดเอาอะไรออกไปเสียบ้าง แล้วจะพบว่าหินบางก้อนก็ไม่ใช่ของเราเลย แต่เป็นปัญหาของคนอื่นเขาทั้งนั้นที่เราเก็บมาแบกใส่ไว้ นั่งให้ก้อนหินมันทับตัวเองทั้งที่จะเดินออกไปบ้างก็ได้ และเมื่อเราเดินออกมานั่งมองกองหิน แยกหินออกมาแต่ละก้อนว่าความทุกข์ของเราจริงๆ แล้วคืออะไร ทุกข์เพราะลูก สามี ทรัพย์สินเงินทอง หรือทุกข์เพราะตัวเองซึ่งหลายคนก็ตอบไม่ถูกว่าเพราะอะไร แล้วเราเคยมอบหินแต่ละก้อนที่มีอยู่ให้กับพระหรือไม่ หลายครั้งเรามักจะบอกว่าหินแต่ละก้อนนี้เป็นของเรา และนี่แหละคือตัวการที่ทำให้เราหนัก เพราะเราแบกมันเอาไว้เอง ทั้งที่กองหินความทุกข์นี้หากแบ่งออกให้พระช่วยแบกก็จะเบาลงไปได้เยอะ บางคนคิดว่าความทุกข์เป็นของตนและจะต้องแก้ให้ได้ ทั้งที่บางปัญหามันไม่สามารถจะแก้ได้ในทันที เหมือนคนเอามือทุบหินไปมันก็ไม่เกิดประโยชน์ใด นอกจากความเจ็บปวดของตนเอง ปัญหาที่มีเราไม่จำเป็นต้องไปยึดว่าเป็นของเรา ถามว่าถ้าพระยกเราไปในวันนี้ปัญหาต่างๆ มันก็ยังคงอยู่ใช่หรือไม่ ดังนั้นสิ่งที่เป็นปัญหาทำให้เราเป็นทุกข์ก็เพราะเราไปยึดว่ามันเป็นหินของเรานั่นเอง หินแต่ละก้อนบางครั้งมันกลับช่วยเราได้ ทำให้เราสูงขึ้น หากเราเจอปัญหาแล้วเราไม่จมอยู่กับมันแต่มองไปที่พระ มันจะทำให้เราแกร่งและเติบโตขึ้น มองเห็นอะไรได้ดีมากกว่าเดิม ดังนั้นหินแต่ละก้อนที่เรามีจงนำมันถวายพระให้พระองค์ช่วยโดยใช้ความพากเพียรคือคำภาวนาค่อยๆ ทุบมันออกไปทีละอันๆ ดังน้ำหยดลงหินทุกวันหินก็ยังกร่อน เช่นกันคำภาวนาของเราที่มีต่อปัญหาแต่ละอย่างในแต่ละวัน เดี๋ยวมันก็จะสามารถสลายหินให้กลายเป็นดินได้ในสักวัน หรือหากไม่สลายก็จะกลายเป็นหินเรียบ คือแม้เราจะยังคงมีปัญหาแต่จะรู้สึกว่าทนได้ไม่เป็นทุกข์อะไรอีก

ผืนดินแบบที่สาม “ดินมีหนาม” นี่คือชีวิตที่เจ็บปวด อะไรนิดหน่อยก็รู้สึกเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา คนประเภทนี้เป็นคนที่มีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดผวา เป็นพวกที่จงเกลียดจงชัง โกรธง่ายหายช้า ขี้โมโห อิจฉาริษยา เวลาเห็นใครได้ดีแล้วจะรู้สึกเจ็บจี๊ดๆ ที่ใจ นี่คือลักษณะของผืนดินที่มีหนาม เป็นความรู้สึกที่ไม่ยอมรับในชีวิตตนเองและของผู้อื่นด้วย คอยทิ่มแทงทั้งตนเองและผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา เหมือนพงหนามที่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ เป็นชีวิตที่อยากจะอยู่เหนือคนอื่นไม่อยากให้ใครอยู่เหนือตน อาจเพราะเคยเจ็บปวดจากการที่ถูกกระทำมาก่อน มักจะเป็นคนที่มาจากครอบครัวที่มีปัญหาเมื่อโตขึ้นมา ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตนจึงไม่ได้เป็นเช่นที่หวังไว้ทั้งหมด อยากจะได้ทุกอย่างมาเป็นของตนเหมือนเป็นคนที่ขาดอะไรสักอย่าง จึงพยายามทำให้ตัวเองดูดีมีค่ามากขึ้น จะได้ไม่รู้สึกว่าเป็นผืนดินที่ว่างเปล่า             หนามเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากความบาป ความเจ็บปวดนี้บางครั้งอาจถ่ายทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ คนที่มีผืนดินแบบนี้มักจะพูดจาเหน็บแนม คนที่นินทาเก่งคือคนที่มีหนามในผืนดินเยอะ โป๊ปฟรังซิสบอกไว้ว่า “การนินทาคือการฆาตกรรม” ถือเป็นบาปที่ร้ายแรงทีเดียว และความมีเมตตาคือการที่ไม่นินทา-ใส่ร้ายคนอื่น  หากเรารู้สึกว่าชีวิตของตนเป็นดินมีหนามแบบนี้ วิธีการที่จะช่วยคือต้องไปแก้บาปเรื่อยๆ เป็นประจำ พร้อมกับจุดไฟรักให้เผาหนามออกไป โดยการออกไปทำความดีกับผู้อื่นให้มากขึ้น จะช่วยให้พื้นที่หนามของเราถูกถางออก หนามก็จะลดลงทีละน้อยๆ จนกลายเป็นพื้นดินที่เหี้ยนเตียน กระทั่งกลายเป็นคนที่ไม่รู้สึกไม่ดีกับใครอีก แต่กลับรู้สึกสงสารไม่อยากให้ใครต้องเจ็บปวด และในเรื่องของการแก้บาปพ่ออยากแบ่งปันถึง “เรื่องศีลศักดิ์สิทธิ์แห่งการคืนดี” ซึ่งลงในหนังสือแม่พระยุคใหม่ฉบับเดือนกค.-สค.59  เป็นเรื่องเล่าของกาตารีนา รีวาซ ผู้ที่ได้รับการกล่าวถึงว่าได้สื่อสารกับพระเยซูเจ้า แม่พระ และเทวดามาตั้งแต่ปีค.ศ.1993 โดยได้รับการยืนยันรับรองจากพระสังฆราชเรอเน เฟอร์นันเดซ อาปาซาและเธอได้บอกเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับศีลอภัยบาปว่า  เมื่อตอนที่เธอได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ที่แสวงหาผู้ให้คำแนะนำฝ่ายจิตวิญญาณเพื่อขอสารภาพบาปมาตลอดชีวิต และองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ขอให้กาตารีนา รีวาซช่วยเธอคนนั้น ในขณะที่รีวาซได้เดินพาเธอไปยังที่โปรดศีลอภัยบาป พลันปรากฏมีผู้คนมากมายที่อยู่รายรอบและอยากจะติดตามเข้าไปยังที่ฟังแก้บาปนั้นด้วย และในขณะที่หญิงสาวกำลังแก้บาป รีวาซก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังก้องสนั่นของผู้คนจำนวนมาก เมื่อเหลียวมองหาที่มาของเสียง รีวาซก็พบว่าเป็นปีศาจที่น่ากลัว น่าขยะแขยง มีรูปร่างอัปลักษณ์ผิดรูป วิ่งวนไปมากรีดร้องโหยหวนและกระโดดทิ้งตัวเองจากระเบียงชั้นบนของที่ฟังแก้บาปลงไปข้างล่าง รีวาซยังบรรยายภาพที่เธอเห็น ในขณะที่หญิงสาวกำลังแก้บาปอยู่นั้น ว่าเป็นพระเยซูเจ้าเองที่ฟังและโปรดบาปให้โดยผ่านทางพระสงฆ์ โดยมีอัครเทวดาและพระนางมารีย์พรหมจารีประทับยืนอยู่ด้วย พร้อมกับเสียงที่ดังมาจากที่ไกลๆ เหมือนคณะนักร้องกำลังขับร้องเพลงวันทามารีย์แห่งฟาติมา ฉับพลันเมื่อพระเยซูเจ้าทรงปกพระหัตถ์ขวาเหนือศีรษะหญิงสาว พระองค์ฉายแสงสีทองปกคลุมตัวเธออย่างงดงามยิ่ง ใบหน้าหญิงสาวผู้เป็นทุกข์กลับกลายเป็นงดงามอ่อนหวานและเปี่ยมสันติสุข เหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์แบบนี้เกิดขึ้นทุกครั้งที่มีคนไปแก้บาป พระเยซูเจ้าจะสวมกอดเราด้วยความรักทุกครั้ง ดังนั้นเราจึงต้องตั้งใจอย่างดี การแก้บาปไม่ใช่การที่ไปถึงที่แก้บาปแล้วระลึกถึงความผิดของเราเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการที่เราไปบอกกับพระเจ้าว่า “พ่อ ลูกจะลุกขึ้นและสู้ใหม่” นี่คือจุดสำคัญของการแก้บาป คือการตั้งใจที่จะลุกขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่การประกาศว่าตนเป็นคนเลวแค่นั้น แต่เป็นการบอกว่าเราอยากที่จะลุกขึ้น และพระเจ้าจะประทานพลังให้เราสามารถลุกขึ้นและก้าวเดินต่อไปได้อีกครั้งหนึ่ง

ผืนดินแบบดินที่สี่ เป็นดินปลูกต้นไม้ได้เรียกว่า “ดินดี”  ดินแบบนี้มีลักษณะร่วนซุยไม่แน่นจนเกินไปที่ไม่มีหนาม ไม่มีหิน และดินประเภทนี้ยังแบ่งออกเป็นดินที่เกิดผลต่างกันอีก คือ 30 เท่า 60เท่า และ100เท่า การที่จะปลูกผลอะไรก็ตาม ต้องประกอบไปด้วยดิน แสงแดด น้ำ  ดินคือพื้นดินจิตวิญญาณของเรา แสงแดดคือความรักของพระเจ้า น้ำคือสายฝนของคำภาวนา เมื่อเราอยู่ต่อหน้าพระโดยมีคำภาวนาคือสายฝนโปรยปรายลงมาพรม ดินผืนนี้ก็จะต้องดีอย่างแน่นอน การแก้บาปเป็นประจำหมายถึงการพรวนดิน ช่วยให้ใจของเราเกิดผลงอกงาม และสิ่งที่หว่านคือความดีก็จะเติบโตได้โดยง่าย ความไม่ดีจะเข้ามาแทรกได้ยาก และสิ่งนี้เองคือการลงทุนของเราพอถึงวันที่เราจะต้องจากโลกนี้ไป พระเป็นเจ้าจะเก็บเกี่ยวจากพื้นที่ตรงนี้ของเรา ที่สำคัญไม่ใช่แค่ผืนดินแค่ตรงที่เรามีเท่านั้น แต่เรายังสามารถขยายผืนดินความดีงามของเราไปปลูกยังผืนดินของคนอื่นๆ ได้มากมายอีกด้วย จนที่สุดพื้นดินของเราก็ไม่ได้มีเฉพาะแค่ตัวเราเท่านั้น แต่พืชพันธุ์ของเรายังไปอยู่และเติบโตในผืนดินอื่นๆ ได้อีกด้วย เหมือนเครือข่ายพื้นที่ทางธุรกิจที่เติบโตไปด้วยกัน เราได้เขาก็ได้ด้วย การทำดีของเราก็จะเป็นเหมือนการหว่านออกไป เราจะเป็นผู้หว่านที่หว่านเมล็ดพันธุ์ความดีงามให้เติบโตในผืนดินของคนอื่นต่อๆไปเป็น30 เท่าบ้าง 60 เท่าบ้าง ถ้าหว่านออกไปเยอะก็จะไปเกิดผลได้เยอะมากกว่า100เท่าเสียอีก เพราะมันไม่ได้เติบโตเฉพาะในหัวใจของเราเท่านั้น แต่ยังไปอยู่ในใจคนอื่นๆอีกด้วย  ดังนั้นจงอย่าลืมว่าอายุของเราเหลือเวลาอีกสักเท่าไหร่ที่จะให้เราได้หว่านกัน เราได้ลงทุนกับพื้นดินของเราไปมากเท่าใดแล้ว นี่เป็นสิ่งที่เราต้องตระหนักถึงให้ดี อย่าคิดว่าอายุมากแล้วจะไปหว่านอะไรไหว เพราะแม้กระทั่งผู้สูงอายุที่ป่วยก็สามารถเป็นผู้หว่านได้ผ่านทางคำภาวนา นั่งสวดสายประคำบนรถเข็นอยู่หน้าบ้านก็สามารถเป็นแบบอย่างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นที่ได้พบเห็นได้กลับใจ นี่เป็นแบบอย่างที่พ่อได้เคยพบเจอกับตัวมาแล้ว และหากจะเริ่มต้นเป็นผู้หว่านลงทุนในพื้นที่ชีวิต จงเริ่มจากการสวดภาวนาให้กับผู้อื่นเป็นอันดับแรก เป็นการพรมน้ำให้กับผืนดินได้ชุ่มฉ่ำเสียก่อน พ่อเองก่อนที่จะหว่านจะสอนใครก็ตามต้องสวด จนกระทั่งมั่นใจว่าพระได้หว่านฝนลงในใจของเขาเพียงพอแล้วจึงค่อยไปคุยกับเขา การที่เราจะช่วยแก้ไขนิสัยให้ใครนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายต้องใช้ทั้งคำภาวนาและเวลา และเมื่อถึงเวลาหนึ่งสิ่งที่เราหว่านไว้ก็จะเกิดผลและทำให้เขากลับใจได้ในที่สุด โดยที่เราไม่ต้องไปด่าว่าโต้เถียงกันให้เหนื่อย คำภาวนาจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก

ในวันนี้เราก็ได้รู้จักพื้นดินของตนเองแล้ว ขอให้เราได้กลับไปพิจารณาดูชีวิตตนเองว่าเป็นอย่างไร เป็นพื้นดินประเภทไหน เพื่อจะได้ไม่ลงทุนผิดพลาดในชีวิตนี้จนอดได้ทรัพย์สมบัตินิรันดรในสวรรค์  ในการลงทุนอันดับแรกถ้าเราต้องการทำให้ชีวิตของเราเป็นดินที่ดี เราก็ต้องรู้จักวิธีที่จะจัดการกับผืนดินของตนเอง คือผืนดินที่จะเก็บเกี่ยวในสวรรค์ ที่ไม่ว่าจะเกิดผลกี่สิบเท่าหรือหลายร้อยเท่านั้น ทั้งหมดมันจะเป็นทรัพย์สมบัติของเราในสวรรค์ และอย่าลืมว่าในสวรรค์นั้นเป็นนิรันดร.

พ่อมีหนังสือที่ชื่อว่า “เข้าเงียบด้วยตนเอง 33วันสู่ความรุ่งโรจน์ในพระเจ้า” ที่อยากจะแนะนำให้พวกเราได้หามาอ่านกัน และจุดประสงค์ในการอ่านคือการเปลี่ยนตัวเองอย่างสิ้นเชิงโดยผ่านทางแม่พระ เพราะโลกของเราในปัจจุบันนี้กำลังต้องการคนแบบพระเยซู ซึ่งเป็นคนที่เหมือนกับแม่พระที่มีความห่วงใยและสามารถแบกรับภาระของผู้อื่น อยากจะช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่าโลกต้องการคนที่จะเป็นเหมือนพระเยซูเจ้าเพิ่มขึ้นมาอีกองค์หนึ่ง และหนังสือเล่มนี้ได้บอกว่าจะช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองจากมนุษย์คนบาปธรรมดาให้ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีละน้อยให้กลายเป็นพระเยซูเจ้าอีกคนหนึ่งโดยผ่านทางแม่พระได้อย่างไร

เหตุที่ต้องผ่านทางแม่พระก็เพราะในขณะที่พระเยซูเจ้ามาเกิดและเติบโตในโลกนี้ โดยมีแม่พระได้คอยดูแล หล่อเลี้ยงพระเยซูเจ้าจนกระทั่งได้เติบโตขึ้น ดังนั้นหากเราได้ให้ตนเองได้อยู่ในการหล่อเลี้ยงของแม่พระ ก็จะทำให้เราได้รับการหล่อหลอมเช่นเดียวกัน จนกระทั่งนิสัย ความคิดของเราจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นคล้ายคลึงกับพระเยซูเจ้า หนังสือเล่มนี้มีวิธีที่เรียกว่าการเข้าเงียบ33วัน เป็นทางลัดโดยการขอให้แม่พระช่วยนั่นเอง โดยมีแบบอย่างคำสอนของนักบุญ4องค์ คือน.หลุยส์ เดอมงฟอร์ต น.มักซีมิเลียน โกลเบ น.เทเรซาแห่งกัลกัตตา น.ยอห์น ปอลที่สอง โดยนักบุญทั้งสี่ท่านนี้ได้ใช้ชีวิตของตนกับแม่พระเพื่อให้แม่พระช่วยเหลือ  พ่ออยากให้พวกเราได้ลองอ่านแบบค่อยๆ อ่านไม่ต้องรีบ ทีละวันๆ มันคือการเข้าเงียบ คือการอ่านแล้วเทียบเคียงกับชีวิตของตนเองว่า ชีวิตตอนนี้เป็นอย่างไร มีความอิจฉา จองหองไหม แล้วทีละเล็กทีละน้อยชีวิตเราก็จะค่อยๆ เปลี่ยนพร้อมไปกับการถวายตัวแด่แม่พระ ซึ่งมีพลังที่จะทำให้เราเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ง่ายขึ้น พ่อเชื่อว่าชีวิตของเราทุกคนเปลี่ยนให้ดีได้ มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะยอมเปลี่ยนหรือเปล่า และจากประวัติการประจักษ์มาของแม่พระที่มีมาตลอดทุกยุคทุกสมัยทั่วโลก แสดงให้เราเห็นถึงลักษณะของพระแม่ว่าเป็นผู้ที่พร้อมที่จะช่วยเหลือลูกๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเราสามารถจะเข้าหาได้ง่ายๆ โดยไม่มีอะไรขัดข้อง หากเราจะเข้าหาแม่พระผู้ซึ่งไม่มีบาป ที่รักและหวังดีกับเรา นอกจากตัวเราเองที่จะขัดขวางตัวเองเท่านั้น.