คริสตชนกับการเตรียมตัวตายอย่างดี

แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย 
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2561

 

ในเดือนพฤศจิกายนเป็นเดือนที่คริสตชนเราจะระลึกถึงผู้ตายเป็นพิเศษ แม้ในความเชื่อแล้วเขาไม่ได้ตายแต่เป็นการเข้าสู่ชีวิตนิรันดรมีชีวิตใหม่ในพระเยซูเจ้า เราระลึกถึงผู้ล่วงลับและสวดให้แก่วิญญาณที่ยังอยู่ในไฟชำระ เมื่อปีที่แล้วพ่อได้พูดถึงเรื่องนี้ในมุมมองของคริสตชนที่ได้รับศีลต่างๆในชีวิตที่จะช่วยให้ในที่สุดแล้วพระเจ้าก็นำให้เราได้สู่ชีวิตนิรันดร ในปีนี้พ่อจะแบ่งปันในมุมมองของการเตรียมชีวิตกับความตาย ให้เราได้มองเห็นว่าจะช่วยตนเองและคนรอบข้างได้อย่างไรเพื่อให้การกลับไปหาพระเจ้าเป็นความสุขความยินดีในชีวิต เพราะการกลับไปหาพระบิดาก็คือการกลับบ้านแท้ของเรา เราจึงควรต้องถามตนเองว่ามีการเตรียมตัวไหมเพื่อกลับสวรรค์บ้านแท้ นี่คือสิ่งที่สำคัญในชีวิตคริสตชนไม่ว่าจะมีอายุเท่าใด ดังที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้ก่อนที่จะจากโลกนี้ไปว่า “เราจะไปเตรียมที่ให้พวกท่าน เพราะในสวรรค์มีที่มากมาย” ดังในภาพด้านบนนี้ที่ความตายเป็นการกลับไปหาพระเจ้า ตามที่เรารู้กันมาว่านักบุญยอแซฟเสียชีวิตก่อนแม่พระและพระเยซูเจ้า และไม่มีใครในโลกนี้ที่จะไม่ตาย แม้นักบุญยอแซฟจะเป็นผู้ชอบธรรมก็ต้องตายแต่เป็นการตายที่ดี โดยมีแม่พระและพระเยซูเจ้าเป็นผู้เตรียมชีวิตให้ ในวันหนึ่งเราทุกคนก็ต้องเผชิญกับความตายในโลกนี้เช่นกัน สาเหตุการตายของมนุษย์นั้นมีสาเหตุหลักอยู่สามอย่างเท่านั้นคือ 1.อุบัติเหตุ เป็นการตายแบบกะทันหัน เช่นรถชนฆ่าตัวเองหรือถูกฆ่าหรือแค่นอนหลับแต่จู่ๆก็ตาย 2.ป่วยเป็นโรค 3.ชราหมดอายุขัย และพระเจ้าก็มีวิธีการเตือนเราถึงความตายผ่านทางโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เมื่อคนคนหนึ่งจะตายพระเจ้าก็จะให้โรคบางโรคมาเพื่อเขาจะได้ยอมรับและเตรียมตัวตายอย่างดี ดังนั้นแท้จริงแล้วโรคภัยไข้เจ็บจึงเป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้เราได้เตรียมความพร้อม เพราะคนที่เป็นโรคก็มักจะมีการเตรียมตัวและตายอย่างดี นอกจากคนที่ไม่ยังยอมรับความตาย แต่สำหรับเราคริสตชนในฐานะที่ยังเดินทางอยู่ในโลกนี้ควรจะมีการเตรียมพร้อมเสมอ นี่คือสิ่งที่พ่อจะแบ่งปันในครั้งนี้ เพื่อให้เราได้เห็นภาพรวมของชีวิตในการเตรียมตัวตายอย่างดี 10 ประการ


การที่คนเราไม่อยากตายเป็นเพราะยังมีบางสิ่งที่ยึดติดไว้ ไม่ว่าจะเป็น 1.ทรัพย์สินเงินทอง 2.ครอบครัวและคนรอบข้าง 3.การรักในชีวิตและร่างกายของตัวเอง การยึดติดในสิ่งเหล่านี้ทำให้ยังไม่อยากที่จะจากโลกนี้ไป แต่ไม่ว่าอย่างไรในวันหนึ่งเราทุกคนก็ต้องละสังขาร ทิ้งทรัพย์สมบัติ ลาจากทุกคนในโลกนี้ไป เมื่อความตายมาถึงเราก็ต้องลาจากทุกสิ่ง ความตายจึงดูเหมือนการที่ทำให้เราต้องพลัดพรากสูญเสีย แต่พระเยซูเจ้าสอนว่าความตายแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเรื่องของการสูญเสีย แต่ความตายเป็นเหมือนกับยานพาหนะที่นำเราไปสู่ชีวิตอีกด้านหนึ่งนั่นคือชีวิตนิรันดร ดังนั้นในมุมมองของการเป็นคริสตชนจึงไม่ต้องกลัวในเรื่องความตาย ว่าจะต้องเวียนว่ายตายเกิดไปเป็นหมูหมาหรือสัตว์อื่นๆในชาติหน้าซึ่งเป็นความกลัวถึงชีวิตหน้า เพราะสำหรับคริสตชนแล้วจะต้องเป็นดังเช่นตอนที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้เมื่อพระองค์จะสิ้นพระชนม์ว่า “พระบิดาเจ้าข้า ข้าพเจ้ามอบจิตข้าพเจ้าไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์” บทสวดทำวัตรค่ำของเราก็ภาวนาบทนี้เพื่อที่จะมอบวิญญาณของเราไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้าก่อนที่จะนอนทุกคืนด้วย คำว่าพระหัตถ์ของพระเจ้านี้คือชีวิตของเราในโลกหน้า ดังนั้นสิ่งแรกที่พวกเราในฐานะคริสตชนจะต้องยอมรับให้ได้คือความตายที่ได้ชื่อว่าเป็นเพื่อนของเราที่เราต้องยอมรับว่ามันมีอยู่จริง แต่หลายครั้งที่เรารู้สึกว่าไม่อยากให้เพื่อนที่ชื่อว่าความตายนี้อยู่กับเรา ทั้งที่มันก็อยู่ด้วยเสมอมาตลอดตั้งแต่เวลาที่เราเกิดมาในโลกนี้แล้ว หากเรายอมรับว่ามีความตายเป็นเพื่อน เราก็จะเข้าใจชีวิตเหมือนที่พระเยซูเจ้าได้สอนว่าพระองค์เองก็ได้ยอมรับถึงความตายที่จะเกิดขึ้น ในขณะพระองค์ไปที่สวนเกศมณีและภาวนาขออย่าให้ความตายเข้ามาเลย แต่ที่สุดแล้วถ้าเป็นพระประสงค์ของพระบิดาก็ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัย น้ำพระทัยของพระบิดาเจ้าคือให้พระองค์ต้องทรมาน เจ็บปวด ตาย และกลับคืนชีพ ดังนั้น
การเตรียมตัวคือการที่เรายอมรับและพร้อมที่จะจากไป นี่คือสิ่งแรกในการเตรียมจิตใจและชีวิตของเรา มิฉะนั้นถ้าเราใช้ชีวิตไปอย่างไม่รู้ ก็จะเข้าใจได้ลำบากในเรื่องของความตาย ชีวิตคือการดำรงอยู่และเมื่อถึงวันหนึ่งก็ต้องกลับไปหาพระเป็นเจ้า วันนี้เราอาจยังเป็นผู้เป็น แต่วันหนึ่งก็ต้องกลายเป็นผู้ตาย พ่อเองถ้าในวันนี้ถ้าจะต้องตายก็ไม่มีความกังวลอะไรเลย เพราะได้ยอมรับและเข้าใจแล้วว่าความตายวันหนึ่งมันจะต้องมา และมันจะพลัดพรากเราไปจากครอบครัว หมู่คณะที่เราอยู่ด้วย จะไม่ได้ทำอะไรอีกแล้ว แต่ชีวิตกำลังจะไปอีกที่หนึ่งซึ่งเราฝันถึงว่า ณ ที่นั้นที่พระเจ้าได้บอกไว้ว่าพระองค์ได้เตรียมไว้ให้ และผู้ที่ได้เดินทางไปที่นั่นแล้วก็ไม่มีใครที่กลับมาเลยสักคน ดูเหมือนว่าไม่มีใครที่ไปยังที่นั่นแล้วอยากจะกลับมาในโลกนี้อีก คงจะเหมือนดังที่นักบุญเปโตรได้บอกไว้เมื่อครั้งได้ขึ้นไปที่ภูเขาทาบอร์และพระเจ้าได้เผยแสดงพระกายของพระองค์ว่า “ที่นั่นช่างสบายเป็นเหมือนสวรรค์ที่เราทุกคนต่างปรารถนา ที่นั่นเป็นความบรมสุข เป็นการกลับคืนชีพ เป็นความยินดีที่ทำให้ไม่ปรารถนาอะไรอีกแล้ว” พ่อรำพึงเสมอว่าในเวลาที่คนต่างศาสนาคนหนึ่งจะตาย เขาจะมอบความไว้วางใจไว้กับอะไร นับว่าเป็นความตายที่น่ากลัวมากถ้าเขาไม่มีเป้าหมายอะไรที่จะสามารถฝากความไว้วางใจให้ได้ การที่พระเยซูเจ้าทรงมอบความไว้วางใจไว้ในพระบิดาก็คือแม้ร่างกายเราจะต้องเจ็บปวดแต่ใจของเรามอบฝากไว้ที่ใครคนหนึ่งที่มีความมั่นคง และมั่นใจว่าชีวิตจะได้รับความรอดพ้น และนี่คือความแตกต่างของคริสตชนเรากับคนต่างศาสนา หลายครั้งที่พ่อได้ไปร่วมงานศพของพี่น้องต่างศาสนาเขาไม่ได้มีความหวังอะไรเลย สูญสิ้นซึ่งความหวัง มีแต่ความทุกข์ทรมาน ไม่มีความวางใจในสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรว่าจะช่วยเขาได้ มีแต่ความหวาดกลัวว่าเมื่อตายแล้วจะต้องกลับมาเกิดในโลกนี้เป็นอะไรซักอย่างหนึ่ง เป็นคำสอนที่ไม่ได้นำไปสู่ความมั่นใจ เชื่อมั่นถึงสิ่งที่พระเจ้าจะมอบให้นั่นคืออาณาจักรสวรรค์ ดังเช่นพระเยซูเจ้าที่มอบความไว้วางใจในพระบิดาและพระองค์ก็ได้กลับคืนชีพ

 



การตายอย่างมีสติสำหรับพ่อแล้วคือเมื่อถึงเวลาที่รู้ว่าตนเองจะต้องจากไป จะไม่ยอมให้ใครมาเสียบสายยางหรือทำอะไรที่ไม่อยากให้ทำ แต่ให้เป็นไปตามธรรมชาติ มีผู้ศักดิ์สิทธิ์ของคณะพ่อท่านหนึ่ง ท่านรู้ตัวเลยว่าอีกเจ็ดวันจะจากไปพบพระเป็นเจ้าและบอกกับทุกคนว่าไม่ต้องเตรียมอะไร ท่านมีสติพูดสั่งเสียทุกสิ่งทุกอย่าง จนเมื่อวันและเวลาดังกล่าวมาถึงท่านก็ปล่อยชีวิตจากไปหาพระเจ้า การตายอย่างมีสติจึงเป็นความสุขต่างจากการตายอย่างทนทุกข์ทรมาน ตายโหง หรือตายอย่างไม่ได้มีการเตรียมตัวอย่างดี การเตรียมพร้อมตายอย่างสงบมีสติที่จะไปหาเป็นพระเจ้าทุกเวลา เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการเป็นคริสตชน คือความหวังที่วันหนึ่งจะตายอย่างมีสันติและสงบไม่ต้องทนทุกข์ทรมาน

เราจะได้ชื่อว่าไม่ประมาท มีจิตใจที่เข้มแข็ง รู้ว่าควรจะทำอะไรในชีวิต หลายครั้งในโลกนี้เราทำอะไรที่ไร้สาระมากมาย มีหลายกลุ่มในไลน์ที่รวมกันสวดภาวนาเป็นช่วงเวลาตลอดวัน เพื่อให้เราไม่ต้องไปใช้ชีวิตแบบไร้สาระให้เราอยู่กับการภาวนา สรรเสริญพระเจ้า เป็นการเตรียมชีวิตจิตใจของเรา บางครั้งการที่เรายังไม่อยากตายเพราะยังหลงในอำนาจ อยากมีทุกสิ่งอย่าง แต่เมื่อความตายมาเยือนเราก็ไม่ได้เอาอะไรไปเลย การที่มีบ้านหนึ่งหลังเสียเงินหนึ่งล้านเป็นเรื่องปกติ การที่เราจะมีรถยนต์เป็นแสนเป็นเรื่องปกติ การที่เราอยากจะซื้อมือถือซักหมื่นก็เป็นเรื่องปกติ แต่การที่เราอยากจะดูแลจิตวิญญาณของตนเองเป็นเรื่องที่ลำบากมาก ไม่มีใครอยากจะไปวัด ไปเตรียมจิตใจของตนเป็นเรื่องที่ผิดปกติ หลายสิ่งที่เป็นเรื่องปกติแต่เรื่องที่สำคัญเรื่องชีวิต จิตวิญญาณกลับเป็นเรื่องผิดปกติสำหรับคนในยุคปัจจุบันนี้
พระเยซูเจ้าสอนเราให้ไม่ต้องกลัวตาย สิ่งที่เราควรตระหนักคือความตายนั้นวันหนึ่งก็จะต้องมาถึงเรา ทุกครั้งที่พ่อทำพิธีปลงศพ มีคุณลุงคนหนึ่งมีที่ดินมากมาย วันหนึ่งก็ป่วยจนต้องขายที่ดินเพื่อรักษา ขายไปเรื่อยๆเพื่อรักษาตัวจนที่สุดก็ขายบ้านที่ตัวเองอยู่ เพื่อนำเงินมาสร้างอีกที่หนึ่งเพื่อรักษาตนเองแต่ก็ยังไม่พอ จนสุดท้ายลูกหลานก็ไม่มาอยู่ด้วย จนระยะสุดท้ายที่พ่อไปเยี่ยมตอนที่เขาเตรียมตัวที่จะตาย เขาได้ให้ข้อคิดกับพ่อว่า ทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่ผมมีก็ได้กลายไปเป็นของคนอื่นแล้ว ตอนนี้ผมต้องอยู่คนเดียวและฝากพ่อว่าถ้าเขาตายก็ช่วยทำพิธีปลงศพให้ด้วยและอาจจะไม่มีลูกหลานมา และที่สุดเมื่อเขาตายก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ คือไม่มีญาติพี่น้องมาร่วมในงานศพเลยเป็นงานศพที่เงียบเหงาที่พ่อเห็นแล้วเศร้าใจมาก
หลายคนที่ป่วยมีสิ่งซึ่งต้องต่อสู้ตลอดเวลา พระเยซูเจ้าก็เช่นกันที่มีคำถามอยู่ตลอดว่าทำไม จนสุดท้ายก็ยังคงถามว่าทำไมและต้องตาย หาคำตอบให้กับความเป็นอมตะไม่ได้ คำตอบที่เราอยากจะได้ นี่คือความเป็นมนุษย์ของพระเยซูเจ้าเลยที่มีคำถามเดียวกับเรามนุษย์เลยว่าทำไมแต่สุดท้ายก็ต้องตาย พระองค์เป็นแบบอย่างให้กับเราในเรื่องนี้ว่าความตายจะต้องมาถึง และพระองค์เผชิญกับความตายอย่างไร ความตายของพระองค์เป็นความทุกข์ทรมานทางกายเหมือนกับเรา แต่ทางด้านจิตใจพ่อคิดว่าสูงส่งกว่าเรามากมาย เราเองก็ต้องพยายามอย่าให้ร่างกายครอบงำจิตใจแต่มองให้เห็นว่าสังขารเป็นเพื่อนที่อยู่กับเราแต่สิ่งที่มีอิทธิพลกับเรามากกว่าคือความตาย แบบอย่างจากพระเยซูเจ้าคือเมื่อความตายมาถึงเราให้เรามองไปที่พระองค์ที่ต้องตายแล้วจึงกลับคืนชีพ นี่คือความหวังของคริสตชนคือเราจะตายแบบพระเยซูเจ้าและเราก็จะมีการกลับคืนชีพเหมือนพระองค์ด้วย

สองสิ่งที่พ่ออยากบอกพวกเราคือ เราต้องมีความเข้มแข็ง สิ่งที่ตรงข้ามคือความอ่อนแอตามประสามนุษย์ของเรา แท้จริงแล้วเป็นจิตใจที่จะต้องเข้มแข็ง ไม่ใช่ความอ่อนแอของร่างกาย เพราะเวลาที่เราตายเป็นจิตวิญญาณของเราเท่านั้นที่จะไปหาพระเจ้า ไม่ใช่สังขารที่จะไปหาพระเจ้า แต่ดูสิเพราะความอ่อนแอของร่างกายมันก็อาจจะทำให้จิตใจของเราอ่อนแอตามไปด้วยก็ได้ พระเจ้าสอนเราในตอนนี้ว่าเมื่อเผชิญกับความตาย เราจะต้องเข้มแข็งกับชีวิตภายในของเรา ดังนั้นคนที่ดำเนินชีวิตชิดสนิทกับพระมากๆจะมีความเข้มแข็งในจิตใจ ไม่กลัวเรื่องสังขารหรือความตายหรือสิ่งต่างๆ และที่สำคัญคือพระเจ้าจะมอบความไว้วางใจ พ่อรำพึงเสมอว่าในเวลาที่คนต่างศาสนาคนหนึ่งจะตาย เขาจะมอบความไว้วางใจไว้กับอะไร เป็นความตายที่น่ากลัวมากถ้าเขาไม่มีเป้าหมายอะไรที่จะสามารถฝากความไว้วางใจให้ได้ การที่พระเยซูเจ้าทรงมอบความไว้วางใจไว้ในพระบิดาคือแม้ร่างกายเราจะต้องเจ็บปวดแต่ใจของเรามอบฝากไว้ที่ใครคนหนึ่งที่มีความมั่นคง และมั่นใจว่าชีวิตจะได้รับความรอดพ้น นี่คือความแตกต่างของคริสตชนเรากับคนต่างศาสนา หลายครั้งที่พ่อได้ไปร่วมงานศพของพี่น้องต่างศาสนาเขาไม่ได้มีความหวังอะไรเลย สูญสิ้นซึ่งความหวัง มีแต่ความทุกข์ทรมาน ไม่มีความวางใจในสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรที่จะช่วยได้ หวาดกลัวว่าวันข้างหน้าเมื่อตายแล้วจะต้องกลับมาเกิดในโลกนี้เป็นอะไรซักอย่างหนึ่ง เป็นคำสอนที่ไม่ได้นำไปสู่ความมั่นใจ เชื่อมั่นถึงสิ่งที่พระเจ้าจะมอบให้นั่นคืออาณาจักรสวรรค์ ดังเช่นพระเยซูเจ้าที่มอบความไว้วางใจในพระบิดาและพระองค์ก็ได้กลับคืนชีพ

พ่อเคยได้ไปเยี่ยมที่บ้านพักคนชราของคามิเลี่ยน มีซิสเตอร์คอยดูแลทำให้ผู้สูงอายุเหล่านั่นได้มีการเตรียมตัวอย่างดี ทำให้พวกเขารู้สึกตนเองมีศักดิ์ศรี มีคุณค่า นี่เองเป็นการที่ทำให้ความเป็นมนุษย์ของเราได้รับการดูแลเอาใจใส่ พ่อเองก็ได้เคยไปช่วยดูแลผู้ป่วยเอดส์ระยะสุดท้ายที่บ้านกลารา การที่เราได้ดูแลผู้ป่วยอย่างดีสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเขาที่เป็นภาพลักษณ์ของพระเจ้า พ่อได้เห็นว่าการทำเช่นนี้ทำให้ผู้ป่วยเหล่านั้นได้ตายดีจริงๆ พ่อคิดว่าผู้ป่วยที่ได้เข้ามารับการดูแลจากศูนย์ต่างๆของคาทอลิกเรา พวกเขาจะได้รับการดูแลเอาใจใส่ดีจริงๆ ทำให้เขาได้รับการเยียวยารักษา นี่คือภาพลักษณ์การเตรียมจิตใจทำให้เขาได้รับรู้ถึงศักดิ์ศรีการเป็นลูกของพระเจ้าของตนเองด้วย


ความเจ็บป่วยของเราถ้าเราไม่ได้ปฏิเสธอย่างไม่มากหรือน้อยเกินไป มันเป็นสิ่งที่เราจะต้องดูแล แต่ถ้าดูแลมากเกินไปเช่นคุณลุงที่ขายทุกสิ่งที่มีเพื่อจะยื้อชีวิตตัวเองไว้ ที่สุดเมื่อรักษาไม่หาย ที่ก็หมดเงินก็หมด ตัวเองก็ต้องตายอยู่ดี พระเจ้าให้สิทธิของเราที่จะรักษา บรรเทาอาการเจ็บป่วยของตนเอง แต่ที่สุดถึงวันหนึ่งเราก็ต้องปล่อยไปตามธรรมชาติ มีซิสเตอร์ท่านหนึ่ง ป่วยเป็นมะเร็งต้องใช้ค่ารักษา3-4ล้านบาท ซึ่งคณะของซิสเตอร์ก็คงไม่สามารถหาเงินจำนวนมากขนาดนั้นมาให้ซิสเตอร์ได้ ซิสเตอร์บอกกับหมอว่า ไม่ต้องใช้เงินมากขนาดนั้นเพื่อรักษาหรอกจะไม่ใช้เงินเพื่อทำลายหมู่คณะเพราะอย่างไรก็ไม่หาย แต่ก็จะดูแลตัวเองอย่างดี และใช้เวลาเพื่อเตรียมตัวตนเองแล้วเขาก็ได้ตายอย่างสันติ ไม่มีใครตายโดยที่ไม่ต้องเป็นโรค เพราะโรคนี่แหละที่จะนำเราไปสู่การเตรียมตัว ซิสเตอร์น่ารักมากรู้และเตรียมตัวอย่างดี ไม่ยอมเสียเงินมากมายเพื่อรักษาตนเองเพราะในที่สุดก็ต้องตายอยู่ดีพร้อมด้วยหนี้สินที่ต้องไปกู้ยืมมาอีกด้วย แม้ว่าแน่นอนที่พระเยซูเจ้าบอกให้เราดูแลเอาใจใส่รักษาร่างกายของเราอย่างดี แต่คงไม่ใช่การตายเพื่อที่จะเป็นหนี้ คนเจ็บป่วยในบ้านของเราเขาก็ควรที่จะได้รับการดูแลเอาใจใส่ด้วย ในการดูแลรักษาผู้ป่วยพ่อมั่นใจว่าแพทย์ พยาบาลก็ดูแลสุดความสามารถ แต่เราลืมไปอย่างหนึ่งในการเป็นคริสตชนคือเราไม่เคยให้พระเยซูเจ้ารักษาเราเลย

โรคต่างๆทางร่างกายพระเยซูเจ้าก็ทรงรักษาตามพระวรสาร เป็นพระเยซูเจ้าเองที่รักษาและให้เขามีชีวิตอยู่ แต่วันหนึ่งพระองค์ก็ให้เขาตายและยังให้กลับคืนชีพอีกด้วย ดังนั้นเป็นสิทธิของที่ที่เมื่อเจ็บป่วยก็ต้องไปหาหมอ แต่จงอย่าลืมว่าเรายังมีพระเยซูเจ้าเป็นแพทย์ผู้ประเสริฐด้วย พระองค์จะรักษาเราทั้งร่างกายและวิญญาณ ดังในภาพข้างต้นนี้พระองค์ไม่ได้มาเพื่อคนที่สบายดีแต่มาเพื่อคนเจ็บป่วย เพื่อคนบาป และที่เราทุกคนเจ็บป่วยส่วนหนึ่งก็มาจากความบาปความอ่อนแอของเรา ทั้งการกินอยู่ใช้ชีวิตที่ทำร้ายร่างกายตัวเอง

หากเรากำลังดูแลคนป่วยจะเป็นคนในครอบครัวหรือใครก็ตาม เราควรจะมีลักษณะตามนี้

 

เราสามารถเลือกสถานที่ที่จะตายได้อาจจะเป็นที่บ้านหรือที่โรงพยาบาล แม้ว่าทุกคนจะต้องตายแต่การตายที่แวดล้อมไปด้วยคนใกล้ชิดครอบครัวที่บ้านก็สามารถเป็นกำลังใจได้อย่างดี ในความเจ็บป่วยพระเจ้าก็ให้เลือกได้ว่าเราอยากจะไปตายที่ไหนจะเป็นที่โรงพยาบาลที่มีความสะดวกหรือจะเป็นที่บ้านที่มีความอบอุ่น ถ้าเราจะเตรียมตัวตายอย่างดีก็เลือกว่าจะตายที่ไหนที่ดีที่สุดสำหรับเรา

เมื่อครั้งที่พ่อยังอยู่ที่สามพรานมีสัตบุรุษสูงอายุท่านหนึ่งเขาตั้งใจว่าจะไม่ยอมตายจนกว่าจะมีคุณพ่อมาเจิมให้แก่เขา และมีคุณป้าคนหนึ่งที่ไม่ยอมตายจนกว่าเขาจะได้รับการอภัยจากคนที่ผิดใจกันเมื่อสิบปีก่อน จนเมื่อป่วยเขาก็อยากจะคืนดีกับคนนั้นแต่ไม่มีโอกาส จนเมื่อได้เจอกับคนนั้นคุณป้าก็รู้สึกสบายใจจากไปอย่างสงบ บางครั้งที่เรายังไม่พร้อมที่จะกลับไปหาพระเจ้าเป็นเพราะเรายังไม่ได้ดูแลในเรื่องของอารมณ์ ความผิดพลาดในอดีตที่ฝังใจ จิตวิญญาณของเรายังต้องการใครคนใดคนหนึ่งเพื่อให้เขาได้รับบางสิ่งบางอย่าง มีหลายคนจะไม่ยอมตายถ้าไม่ได้รับศีลเจิม เพราะศีลเจิมคือการนำเขาไปพบพระเจ้า เพราะการเตรียมตัวตายคือการคืนดีการได้รับการอภัย การตายที่ยังติดใจในทรัพย์สมบัติหรือความเคียดแค้นนั้นในพระวรสารบอกว่าพระเจ้าจะนำวิญญาณนั้นไปยังที่ที่ต้องชำระนั่นคือวิญญาณในไฟชำระ พ่อคิดว่าการตายของคนคนหนึ่งไม่ได้เป็นความเศร้าโศกแต่เป็นความหวังว่าวันหนึ่งเราจะพบกันในเมืองสวรรค์ ดังเช่นการตายของนักบุญยอแซฟในอ้อมแขนของแม่พระและพระเยซูเจ้า เป็นการสนับสนุนเตรียมให้เขาได้ไปสู่ที่ที่ดีต่อไป

 

เวลาสุดท้ายของใครคนหนึ่ง เขาต้องการอะไร มารดาของพ่อท่านป่วยอยู่นานประมาณหกเดือนจนระยะสุดท้าย ท่านได้ขอให้มีมิสซาก่อนที่ท่านจะตาย ในระหว่างพิธีเราก็ได้เลือกเพลงที่ท่านชอบจนในระหว่างที่เรากำลังสวดอยู่ท่านก็ได้หลับตาจากไปอย่างสงบ เหมือนนอนหลับแล้วก็จากไป ดังนั้นการที่เราได้ปฏิบัติสิ่งที่เขาต้องการในวาระสุดท้ายทำให้เห็นว่าจะทำให้เขาสุขสงบและจากไปอย่างดีจริงๆ มีวิธีต่างๆที่จะช่วยให้เขาตายดี ไม่ว่าเป็นเสียงเพลงที่เขาชอบ หรืออะไรที่เขาต้องการ เราจะช่วยให้วิญญาณของเขาไปสู่ที่ที่ดี พระสันตะปาปาจอนปอลที่สองตรัสว่าถ้าใครที่ทำให้คนที่กำลังจะตายได้พบสันตินำเขาไปหาพระเจ้า วันหนึ่งก็จะได้รับการตอบแทนจากคนอื่นเพื่อนำเขาไปหาพระเจ้าได้เช่นเดียวกัน แต่หลายครั้งในวาระสุดท้ายหลายคนตายอย่างโดดเดี่ยว


บุคคลที่เรารักและเราอยากให้เขาได้รับการตอบแทน ผู้ที่กำลังจะจากไปไม่ได้ต้องการอะไรนอกจากสิ่งที่ยังค้างคาในใจจะได้รับการสะสาง และจากประสบการณ์ของพ่อสิ่งที่คนป่วยใกล้จะตายต้องการคือศีลศักดิ์สิทธิ์ที่จะช่วยชีวิตจิตของเขา

 


สิ่งที่พ่อเห็นว่าน่าสงสารมากที่สุดก็คือคนป่วยอยากตาย แต่ญาติอยากให้อยู่ แต่เป็นการอยู่อย่างทนทรมานของคนป่วย กลับเป็นความสุขของลูกหลานที่ยังไม่อยากจจะพลัดพรากสูญเสีย คำถามคือนี่เป็นพระประสงค์ของพระเจ้าหรือเป็นความต้องการของญาติที่ยื้อชีวิตคนป่วยให้เขาต้องทรมานกันแน่ น่าคิดว่าเราจะเข้าใจว่าความตายเป็นธรรมดาของชีวิตได้อย่างไรโดยเฉพาะลูกหลาน หลายกรณีที่พ่อเห็นแล้วได้แต่สงสารผู้ป่วยที่ต้องทนทรมาน ไม่ได้สงสารญาติที่เอาแต่เสียใจให้ยื้อชีวิตบุพการีโดยให้นอนใช้เครื่องช่วยหายใจ
นี่คือสิ่งที่พ่อเป็นห่วงมากในยุคปัจจุบันของเรานี้ เราควรจะต้องให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ คนที่มีฐานะลูกหลานพยายามจะเหนี่ยวรั้งให้มีชีวิตอยู่ ยึดมั่นว่าอยากให้เขามีชีวิตแต่ไม่ดูว่าเขาเป็นอะไรต้องทรมานไหม ให้เขาต้องอยู่โดยไร้ประโยชน์ แท้จริงแล้วพระสันตะปาปาบอกว่าสิ่งนี้เป็นการฆาตกรรมไม่ใช่ความรักเป็นความเห็นแก่ตัวที่ให้เขาต้องทรมาน ไม่ได้ช่วยเตรียมจิตใจเขาอย่างดีในการกลับไปหาพระ เพราะแท้จริงแล้วความตายไม่ใช่จุดจบของชีวิต แต่ความตายเป็นเหมือนสะพานให้เราก้าวข้ามไปยังโลกหน้าที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง เป็นชีวิตนิรันดรที่พระเจ้ารอเราอยู่ เช่นกันกับความตายที่จะมีความหมายก็ต่อเมื่อเป็นการก้าวข้ามไปยังชีวิตในโลกหน้า หลายครั้งที่เราเลือกที่จะมีชีวิตอยู่แต่ฝั่งนี้โลกนี้เพราะเราไม่เคยข้ามสะพานไป และคนที่ก้าวข้ามไปแล้วก็ไม่เคยที่จะกลับมา เหมือนดังที่ฝั่งนั้นมีพระเจ้าเลี้ยงดูอุดมสมบูรณ์ ร่างกายของเราในโลกนี้เป็นเหมือนกระโจมชั่วคราวดังที่นักบุญเปาโลกล่าวไว้ เมื่อกระโจมนี้ผุพังแล้วก็จะต้องถูกรื้อทิ้งและกลับไปหาพระเจ้า เมื่อเราพูดถึงความตายน่าจะทำให้มีความหวังว่าวันหนึ่งเราก็จะกลับไปพบกับพระเจ้าในสวรรค์ โลกนี้เป็นเหมือนการเดินทางขึ้นอยู่กับว่าเราได้เตรียมตัวอย่างไรในชีวิต

 

 

 

 


ขอเชิญผู้สนใจร่วมกิจกรรมสนทนาธรรม(แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย)
โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสอง
ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์ ติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371
สามารถดูบทความแบ่งปันย้อนหลังได้ที่ www.Palungjai.com