“คริสตชน4.0”


แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2562


ความหมายของคำว่าคริสตชน4.0 คือคริสตชนที่ไม่ใช่คนในอดีตหรืออนาคตแต่อยู่ในยุคปัจจุบันนี้ การเป็นคริสตชนในปัจจุบันนี้เป็นสิ่งที่ค่อนข้างยาก แม้จะมีการจัดกิจกรรมให้มาร่วมชุมนุมแบ่งปันพระวาจากันแต่ก็มีคริสตชนจำนวนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ปรารถนาจะแสวงหาสิ่งเหล่านี้จริงๆ ทำให้พ่อคิดถึงพระวาจาตอนหนึ่งในพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงงานเลี้ยงของพระเจ้า และพระองค์ได้ใช้คนงานออกไปเชื้อเชิญผู้คนมาร่วมงาน แต่หลายคนก็อ้างว่าไม่ว่าง-ติดธุระ การจะให้ความสนใจกับเรื่องของศาสนาในปัจจุบันนี้ถือเป็นเรื่องท้าทายที่เราคริสตชนต้องเผชิญกันอยู่ ดังที่พระสันตะปาปาฟรังซิสได้ทรงห่วงใย ตรัสเตือนไว้ถึงสิ่งที่กำลังทำร้ายเรานี้มาจาก2ด้าน คือ 1.จากด้านที่อยู่ภายนอกที่ได้เข้ามาทำร้ายเรา และ2.จากด้านในคืออิสรภาพภายในใจของเราเองนี่แหละที่ทำร้ายตัวเอง เพราะเราได้ใช้มันไปในทางที่ผิด และวันนี้พ่อจะแบ่งปันให้พวกเราได้มองเห็นว่า ในชีวิตคริสตชนทุกวันนี้ของเรากำลังถูกทำร้ายจากทั้ง2ด้านนี้อย่างไร
ในด้านที่1นี้ พ่ออยากให้เราได้เห็นปัจจัยสิ่งล่อลวงต่างๆจากภายนอก โดยเฉพาะจาก “อินเตอร์เน็ต” ที่กำลังทำร้ายเรา ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคของการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เงินกลายเป็นจุดศูนย์กลางของทุกอย่าง ต่างจากยุคก่อนที่เป็นสังคมแบบเกษตรกรรม มีความพอเพียง ทุกวันนี้เราจะรู้ว่าประเทศไหนเจริญมากแค่ไหน ก็โดยดูจากการหมุนเวียนของเงินในประเทศนั้น
แต่อย่าลืมว่าพระเยซูเจ้าได้ตรัสสอนไว้ว่า “ท่านจะรับใช้พระเจ้าและเงินพร้อมกันไม่ได้” ในยุคนี้หลายคนเลือกเงินไม่เลือกพระเจ้า แต่เลือกให้พระเท็จเทียมเป็นศูนย์กลางของชีวิตแทน ระบบโครงสร้างของสังคมนำเราไปสู่วิถีชีวิตแบบโลกไม่เว้นแม้แต่ในศาสนา ในอาราม ในบ้านเณร ในพระศาสนจักรต่างก็ใช้วิถีแบบโลกทั้งสิ้น วิธีคิด-การดำรงชีวิตของคนทุกวันนี้จึงให้เงินนำหน้าเสมอ ทุกคนล้วนแต่อยากได้อยากมีมากขึ้น ระบบการศึกษานิยมทำกันผ่านทางออนไลน์มากขึ้น เพราะสะดวกไม่ยุ่งยากไม่ต้องเขียนใส่กระดาษแต่ใช้โปรแกรมคัดลอก ตัด แปะ ได้อย่างง่ายดายทางอินเตอร์เน็ต สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นโดยที่เราไม่มีภูมิคุ้มกันอะไรเลยที่จะใช้ปกป้องอันตรายจากมัน บางคนหมกมุ่นใช้สื่อโซเชียลถึงดึกดื่นทั้งที่ตอนเช้ามีงานที่ต้องทำรออยู่ เมื่อสภาพชีวิตเป็นอย่างนี้แล้วเราจะเอาเวลาที่ไหนไปแสวงหาพระเจ้าได้? พระสันตะปาปากล่าวว่า คาทอลิกเราถูกอินเตอร์เน็ตทำร้ายและทำลายความสุขในชีวิตของการเป็นคริสตชนไป ทั้งที่ดูเหมือนว่ามันนำความพึงพอใจมาให้ แต่แท้จริงแล้วมันกำลังทำลายเราต่างหาก เช่น ซิสเตอร์ท่านหนึ่งพยายามที่จะส่งข้อความสิ่งที่ตนคิดว่าดีให้กับทุกๆคน แต่ทำไปทำมาซิสเตอร์ท่านนั้นกลายเป็นต้องขาดวัด เพราะมัวใช้เวลาไปกับมัน พอถึงเวลาที่ต้องไปสวดสายประคำก็ไม่ไปเพราะมัวแต่สาละวนอยู่กับการส่งข้อความพระวาจาไปให้ผู้คนต่างๆ โดยคิดว่าตนกำลังทำงานประกาศ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วพระเจ้าต้องการจะสัมผัสกับเราผ่านทางความสัมพันธ์แบบส่วนตัวมากกว่า หลายครั้งเราแยกไม่ออกว่าอะไรคือการประกาศและเวลาใดที่เราจะต้องอยู่กับพระเป็นเจ้า พระสันตะปาปาได้ตรัสถึงการที่มีการถ่ายรูปเซลฟีในพิธีมิสซาว่า เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างมากที่เราจะไม่สามารถพบกับพระเจ้าได้ แม้พระองค์จะได้เสด็จมาหาแล้ว นั่นเพราะเรามัวแต่จ้องหน้าจอสี่เหลี่ยม ซึ่งทำให้เราเห็นแต่ตัวเองกับมือถือเท่านั้น แม้เหมือนว่าจะทำเพื่อแพร่ธรรมให้คนอื่นได้เห็นว่าเราได้ไปหาพระ แต่แท้จริงแล้วมันเป็นการทำเพื่อสนองความต้องการของตัวเราเองต่างหาก พ่อเคยถามตัวเองว่าการที่เราได้อยู่ในวัดติดต่อกับพระเจ้าแบบสัมพันธ์ส่วนตัว ตัวต่อตัวนี้สำคัญไหม หรือว่ายังจะต้องมีเครื่องมือสื่อสารอื่นใดอีกในการติดต่อระหว่างเรากับพระเจ้า ทุกวันนี้มีการประกาศพระวาจาผ่านทางสื่อออนไลน์ต่างๆมากมาย ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ความสัมพันธ์แบบส่วนตัวระหว่างเรากับพระเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่าเราจึงต้องทบทวนดูว่าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว พระวาจาที่เราได้อ่านหรือส่งต่อไปยังที่ต่างๆนั้นได้บังเกิดผลในชีวิตของเราเองมากน้อยเพียงใด
พระสันตะปาปาบอกว่าเราได้ถูกครอบงำด้วยสิ่งนี้ นั่นคือ “อินเตอร์เน็ต” ทั้งวิธีคิดจากรูปแบบต่างๆที่นำเสนอเรื่องราว ข่าวต่างๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเป็นเรื่องจริงหรือเท็จกันแน่ ในการที่เราถูกสื่อเหล่านี้ครอบงำนั้น เราเคยได้รู้สึกเป็นอิสระจากสิ่งต่างๆเหล่านี้บ้างหรือไม่ หรือกำลังถูกชักจูงให้ต้องไหลไปตามกระแสอยู่ตลอดเวลากันแน่ จากภาพนี้เราได้กลายเป็นทาสของสื่อเหล่านี้
ต้องทำงานเพื่อรับใช้กระแสโลก และผู้นำชีวิตของเราในตอนนี้กลายเป็นพระเท็จเทียมที่ต้องการให้เรามุ่งไปแต่ข้างหน้า มันเอาแต่คอยเฆี่ยนตีชีวิตทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้า พ่อสังเกตว่าสิ่งที่ไม่เหมือนเดิมในชีวิตคริสตชนคือเราถูกพระเท็จเทียมเหล่านี้ทำให้สูญเสียคุณค่าของชีวิตคริสตชนไป เด็ก เยาวชนทุกวันนี้ไม่เห็นคุณค่าของศาสนา สื่อล่อลวงทางเพศที่จู่โจมเข้ามาตลอดเวลาที่ออนไลน์ โดยที่เราก็ป้องกันอะไรไม่ได้มากนัก จนทำให้เราถูกมอมเมาด้วยสิ่งเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา
พระเจ้าต้องการให้เรามีปฏิสัมพันธ์ มีความสัมพันธ์กันเป็นเหมือนภาพด้านบนนี้ในยุค1980 ที่แสดงถึงความเป็นมนุษย์แท้ ซึ่งคือความจริงในการที่พระเจ้าสร้างมนุษย์ เพื่อเราจะได้อยู่ด้วยกันและใช้ชีวิตร่วมกันแบบนี้ มีความเป็นห่วง เอื้อเฟื้อ ดูแลกัน แต่ดูภาพด้านล่างของปี2017ซึ่งเป็นยุคปัจจุบันนี้สิ ที่แสดงให้เห็นว่ามันแตกต่างจากยุคเดิมไปมากเพียงใด มีช่องว่างระหว่าง
กันเกิดขึ้น จากเดิมที่ความสัมพันธ์เป็นแบบใกล้ชิดสนิทสนม ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ของมนุษย์ที่แท้จริง สิ่งที่สังคมโลกทุกวันนี้ต้องการทำให้เกิดขึ้นกับชีวิตครอบครัวคือการทำร้าย ทำลายความสัมพันธ์ที่แท้จริงของมนุษย์ไป จากเดิมที่เราเคยอยู่แบบติดกันก็ให้มีช่องว่างเกิดขึ้น และสิ่งที่จะทำให้เรามีช่องว่างต่อกันก็คือเครื่องมือสื่อสารนี่แหละ หลายครั้งที่เรามีความคิดอยากจะไปเที่ยวใช้เวลาอยู่ด้วยกัน แต่พอไปด้วยกันจริงๆแล้วก็กลับไม่ได้ใช้เวลาในความสัมพันธ์กันจริงๆ ดังนั้นไม่ว่าจะพบกันที่ไหน จะในบ้านหรือนอกบ้านก็ไม่ต่างกัน เพราะต่างคนก็เอาแต่จดจ่ออยู่กับโทรศัพท์มือถือของตนเองอยู่ดี นั่นเพราะมีสิ่งที่น่าดึงดูดมากกว่าคนตรงหน้า นี่คือการให้ความสนใจในความพึงพอใจของตนเองเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องของความสัมพันธ์ที่แท้จริง แต่เป็นความสัมพันธ์แบบต่างคนต่างอยู่ ความสัมพันธ์แบบนี้แม้จะดูเหมือนว่ามันน่าจะสบายดีไม่มีปัญหาให้หงุดหงิดใจกัน แต่ปรากฏว่ากลับมีงานวิจัยที่บอกว่าการที่คนเราทุกวันนี้มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร เรื่องความสัมพันธ์ และการหย่าร้างกันนั้น มีต้นเหตุมาจากการที่เราใช้เวลาอยู่แต่กับสิ่งที่ตนเองพึงพอใจมากเกินไป จนเมื่อต้องออกจากตนเองมาปฏิสัมพันธ์กับคนตรงหน้าจริงๆ กลายเป็นมีปัญหา เพราะเราไม่ได้ฝึกฝนที่จะมีการปฏิสัมพันธ์ด้วยความสัมพันธ์ที่แท้จริงต่อกัน จนเมื่อต้องมีการสื่อสารกับคนตรงหน้าจริงๆก็กลายเป็นไม่ว่าฝ่ายหนึ่งพูดอะไรมาอีกฝ่ายหนึ่งก็จะไม่พอใจ ทั้งที่ยังไม่รู้ถึงสิ่งซึ่งต้องการจะสื่อสารกันเลยว่ามันคืออะไร ความขัดแย้งเกิดขึ้นทั้งที่เริ่มจากการพูดคุยกันปกติ การจดจ่อกับความพึงพอใจของตนเองจนเคยชินนี้ทำให้ต่างฝ่ายก็จะไม่พอใจอีกฝ่าย เมื่อถึงเวลาที่ต้องวางมือถือของตนมาคุยกับอีกฝ่ายหนึ่งปัญหาจึงเกิดขึ้น คุยกันได้ไม่นานก็ทะเลาะกัน การสื่อสารปฏิสัมพันธ์จึงกลายเป็นความขัดแย้ง นี่คือสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆกับผู้คนในตอนนี้ นั่นเพราะเราถูกทำให้เคยชินกับการจดจ่ออยู่แต่กับความพึงพอใจของตนเองเท่านั้น เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งพูดอะไรมาก็รู้สึกไม่เข้าหู และตนเองจะพูดอะไรก็ไม่อยากที่จะต้องใส่ใจถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย นำไปสู่ปัญหาพูดกันไม่รู้เรื่อง สุดท้ายก็ต่างคนต่างไปความสัมพันธ์ก็ต้องจบลงในที่สุด ต่างจากสมัยก่อนที่เรามีความสัมพันธ์กันอย่างแท้จริง หากมีการผิดใจอยากจะคืนดีก็ไปพบกัน เพื่อที่จะปฏิสัมพันธ์พูดคุยใกล้ชิด มีความสัมพันธ์ที่แท้จริงต่อกัน
เวลานี้เพื่อนของพ่อหลายคนคิดแก้ปัญหาเด็ก เยาวชนไม่อยากจะมาวัด จึงติดwifiให้เล่นอินเตอร์เน็ตฟรีในวัด แต่ปรากฏว่า ถึงเด็กจะมาวัดก็ไม่เข้าไปนั่งในวัดอยู่ดี เอาแต่นั่งเล่นมือถืออยู่ด้านนอก นั่นเพราะคนสมัยนี้ให้ความสำคัญกับชีวิตภายนอกแต่ไม่เห็นความสำคัญของชีวิตภายใน ในเวลาที่พระเยซูเจ้าเชื้อเชิญใคร พระองค์ไม่ได้ให้เขามองแต่ภายนอก แต่เชื้อเชิญเขาให้เปิดใจถึง
สิ่งที่อยู่ด้านในคือชีวิตภายในของเขาต่างหากที่สำคัญ คนที่มาวัดแต่ไม่ยอมเข้าไปนั่งข้างในวัดนั่นเพราะเขายังไม่อยากจะเปิดใจให้พระเจ้าเข้ามา คนจำนวนมากไม่สนใจเรื่องชีวิตภายใน แม้แต่ในระบบการศึกษาก็ไม่มีที่ไหนให้เราได้ศึกษาชีวิตด้านใน การศึกษาจึงไม่ได้ทำให้เราเห็นถึงสิ่งที่อยู่ด้านในของเรา ทุกวันนี้จึงมีคนอยากฆ่าตัวตายหรือฆ่าคนอื่นอยู่มากมายเต็มไปหมด เพราะเขาไม่มีชีวิตที่อยู่ด้านในของตนเอง เขาจึงรู้สึกว่างเปล่า ชีวิตไม่มีความหมาย คิดอยากทำร้ายตนเอง นั่นเพราะเขาไม่รู้ว่าได้ใช้เวลาของชีวิตไปกับการทำลายพระวิหารของพระเจ้า คือชีวิตภายในตนเองไป
ทุกวันนี้มีคริสตชนจำนวนมากที่ไม่รู้สึกยินดีกับการเป็นลูกของพระเจ้าในชีวิตตนเองอีกแล้ว แต่กลับไปมีความยินดีในการทำสิ่งอื่นๆกับชีวิตภายนอก โดยลืมความยินดีในการเป็นคริสตชนไป เราต้องไม่ลืมว่าสิ่งที่คริสตชนได้รับมากกว่าคนอื่นคือการได้เป็นลูกของพระเจ้า สิ่งนี้ทำให้เราเป็นมากกว่าคนอื่นเพราะเราได้เข้าร่วมกับพระเจ้าเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้าสร้างเรามาก็เพื่อให้เรา
ได้เข้าสู่ความศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ การเป็นคริสตชนทำให้เราเป็นคนที่สมบูรณ์ขึ้น ไม่ใช่แต่ภายนอกแต่เป็นการพัฒนาของชีวิตด้านใน เช่นในการที่นักบุญเปาโลได้กลับใจ สิ่งที่พระเจ้าได้เรียกท่านจากเซาโลคนเดิมที่เคยเบียดเบียนพระศาสนจักร แต่เมื่อได้รับศีลล้างบาปแล้วท่านก็ได้มาสู่ชีวิตที่สมบูรณ์ขึ้นกลายเป็นนักบุญเปาโลในที่สุด สำหรับคริสตชนก็เช่นกัน ในเวลาเราได้รับศีลล้างบาปเป็นการที่พระเจ้าได้นำให้เราไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์บริบูรณ์ของความเป็นคริสตชน มีหลายสิ่งหลายอย่างในศาสนาของเราที่จะช่วยนำไปสู่ความครบครันของชีวิต ทำให้การเป็น
คริสตชนของเรามีชีวิตชีวา พระสันตะปาปาตรัสว่าเราไม่มีวิธีอื่นใดอีกแล้ว นอกจากการใช้สิ่งต่างๆของการเป็นคริสตชนที่ดีเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการรับศีลอย่างดีเสมอ การภาวนา และพระวาจาที่จะช่วยให้ไม่มีอะไรสามารถมาพรากเราจากความรักของพระได้เลย ทำให้เราสามารถต่อสู้กับวิถีโลกทุกวันนี้ไม่ให้มันทำลายชีวิตคริสตชนของเราได้

ความเค็มคือความเข้มข้นในชีวิตคริสตชน คือการทำให้ชีวิตมีรสชาติ การมีเกลืออยู่ทำให้มีรสชาติที่ดีมากขึ้น เราต้องถามตนเองว่าการที่มีเราอยู่นั้นทำให้ชีวิตคนอื่นเขามีรสชาติ มีคุณค่ามากขึ้นไหม เราเป็นแบบอย่างในการปฏิบัติศาสนกิจที่ดี เป็นแสงสว่างแก่ผู้อื่นให้ได้มองเห็นพระคริสต์ในตัวเราบ้างไหม
ภาพนี้แสดงให้เห็นว่าในปัจจุบันนี้เราได้ใช้เวลากันอย่างไร คือการใช้มันให้เสียไปโดยไม่ได้อะไรกลับคืนมา เราใช้เวลาไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อชีวิต แล้วก็อ้างว่าไม่มีเวลาที่จะแสวงหาพระเจ้า ไม่มีเวลาที่จะหาสันติในใจ ไม่มีเวลาที่จะอยู่กับพระองค์ เรื่องชีวิตภายในกลายเป็นสิ่งที่ไม่อยากจะเสียเวลาด้วย แต่กลับเสียเวลาไปกับโลกโซเชียลได้วันละหลายชั่วโมง
ทุกวันนี้หลายคนเป็นเช่นนี้แม้แต่ในหมู่นักบวชเอง ในขณะที่เฝ้าศีลก็ดูเวลาแล้วดูอีกว่าเมื่อไหร่จะครบชั่วโมงเสียทีจะได้ไปทำธุระอย่างอื่นต่อ แทนที่จะใช้เวลาอย่างมีคุณภาพอยู่กับพระเป็นเจ้ารำพึงภาวนา กลายเป็นให้เวลาเป็นสิ่งสำคัญแทนที่จะให้พระเจ้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แท้จริงแล้วในเวลาที่เราเริ่มต้นภาวนานั้น คือการเริ่มต้นที่จะให้เวลากับพระเจ้าและเป็นเวลาที่ศักดิ์สิทธิ์ของเราด้วย ต่างจากเวลาที่เราเริ่มจะออนไลน์ มันคือการเริ่มต้นที่จะเป็นเวลาของเราเองโดยไม่สามารถทำให้เกิดประโยชน์ทางชีวิตจิตได้

ในยุคนี้ อาชีพทางอินเตอร์เน็ตให้โอกาสและผลตอบแทนที่สูงแต่ก็มีการแข่งขันที่สูงตามไปด้วย และมันได้กลายเป็นสิ่งที่พันธนาการเราไว้ พระสันตะปาปาเป็นห่วงเรื่องการงานของคริสตชนทุกวันนี้ในโลกอินเตอร์เน็ตที่ไม่ต้องทำอะไรเยอะ ไม่ต้องออกแรง ไม่ต้องมีสินค้าที่สามารถจับต้องได้อยู่ในมือ แต่มันทำให้เราไม่พบกับความมั่นคงของชีวิต ไม่มีความแน่นอน ต่างจากอาชีพที่เป็นงานประจำอื่นๆ พระสันตะปาปาเตือนเราคริสตชนว่าอย่าหางานอะไรที่เป็นแต่เพียงผิวเผินที่ในตอนแรกอาจมีผลตอบแทนที่สูง แต่ในระยะยาวก็ต้องตกงาน จับต้องอะไรไม่ได้ เพราะคนรุ่นใหม่อยากจะทำแต่งานที่ง่ายๆได้เงินเยอะๆโดยไม่มองดูว่ามีความมั่นคง มีคุณค่าต่อชีวิตหรือไม่

สิ่งล่อลวงในด้านที่2.นี้ คืออิสรภาพที่อยู่ด้านในของเราเองนี่แหละ ในตอนที่พระเจ้าสร้างเรามนุษย์ขึ้นมาสิ่งแรกที่พระองค์ให้คืออิสรภาพในจิตใจของเรา แต่ดูสิว่าทุกวันนี้เราได้ใช้อิสรภาพที่ได้รับมาอย่างไรบ้าง

อิสรภาพที่มีในใจทำให้เราหลงคิดไปว่าไม่จำเป็นต้องไปปฏิบัติศาสนกิจกันอีกต่อไป เราไม่ใช้เสรีภาพที่ได้มาอย่างถูกต้อง แต่กลับใช้มันเพื่อปฏิเสธและออกห่างจากพระเจ้า เราใช้อิสรภาพเพื่อที่จะไม่ต้องไปวัดร่วมมิสซา อ้างว่าสามารถเปิดยูทูปดูในบ้านเองได้ แล้วก็เลือกฟังแต่เฉพาะคุณพ่อที่พูดได้ถูกใจของเราเท่านั้น ต่างจากการไปวัดจริงๆที่ทำให้เราได้สัมผัสกับเพื่อนพี่น้องคนอื่นๆ เพื่อแบ่งปันสิ่งที่ดีในชีวิตให้แก่กัน มันจึงเป็นการที่เราเลือกใช้อิสรภาพที่ได้รับจากพระในทางที่ผิด เพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองเท่านั้น
ดังนั้น จากปัจจัยต่างๆของทั้งสองด้านที่พ่อได้แบ่งปันมานี้ นี่คือสิ่งที่เราคริสตชน4.0 ต้องช่วยกันทบทวนว่าได้โดนมันทำร้ายจากทั้งภายนอกและจากภายในต่อชีวิตคริสตชนของเรามากน้อยแค่ไหน แล้วเราจะหันกลับมาช่วยกันพัฒนาชีวิตจิตของตนเองกันได้อย่างไร.



ขอเชิญผู้สนใจร่วมกิจกรรมสนทนาธรรม(แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย)
โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสอง
ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์ ติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371
สามารถดูบทความแบ่งปันย้อนหลังได้ที่ www.Palungjai.com