“คริสตชนกับความกลัว”

 
แบ่งปันโดยคุณพ่อสหพล ตั้งถาวร
ถอดความและเรียบเรียงโดย ตะเกียง
เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562

 



1“ใจของท่านทั้งหลายจงอย่าหวั่นไหวเลยจงเชื่อในพระเจ้า และเชื่อในเราด้วย 2ในบ้านพระบิดาของเรา มีที่พำนักมากมาย ถ้าไม่มี เราคงบอกท่านแล้ว เรากำลังไปเตรียมที่ให้ท่าน 3และเมื่อเราไป และเตรียมที่ให้ท่านแล้ว เราจะกลับมารับท่านไปอยู่กับเราด้วยเพื่อว่าเราอยู่ที่ใด ท่านทั้งหลายจะอยู่ที่นั่นด้วย 4ที่ที่เราจะไปนั้น ท่านรู้จักหนทางแล้ว”5โทมัสทูลว่า “พระเจ้าข้า พวกเราไม่รู้ว่าพระองค์จะเสด็จไปที่ใด แล้วจะรู้จักหนทางได้อย่างไร” 6พระเยซูเจ้าตรัสตอบเขาว่า“เราเป็นหนทาง ความจริง และชีวิตไม่มีใครไปเฝ้าพระบิดาได้นอกจากผ่านทางเรา 7ถ้าท่านทั้งหลายรู้จักเรา ท่านก็รู้จักพระบิดาของเราด้วยบัดนี้ ท่านก็รู้จักพระบิดา และเห็นพระองค์แล้ว” 8ฟีลิปทูลว่า “พระเจ้าข้า โปรดทำให้พวกเราได้เห็นพระบิดาเถิด เท่านี้ก็พอแล้ว” พระเยซูเจ้าตรัสว่า 9“ฟีลิปเอ๋ย เราอยู่กับท่านมานานเพียงนี้แล้ว ท่านยังไม่รู้จักเราอีกหรือผู้ที่เห็นเรา ก็เห็นพระบิดาด้วย ท่านพูดได้อย่างไรว่า ‘โปรดทำให้พวกเราได้เห็นพระบิดาเถิด’10ท่านไม่เชื่อหรือ ว่าเราดำรงอยู่ในพระบิดา และพระบิดาทรงดำรงอยู่ในเรา วาจาที่เราบอกกับท่านทั้งหลายนี้ เรามิได้พูดตามใจของเรา แต่พระบิดา ผู้สถิตในเราทรงกระทำกิจการของพระองค์ 11ท่านทั้งหลายจงเชื่อเราเถิดว่าเราดำรงอยู่ในพระบิดา และพระบิดาก็ทรงดำรงอยู่ในเรา หรืออย่างน้อยท่านทั้งหลายจงเชื่อเพราะกิจการเหล่านี้เถิด12เราบอกความจริงกับท่านทั้งหลายว่าผู้ที่เชื่อในเรา ก็จะทำกิจการที่เรากำลังทำอยู่ด้วย และจะทำกิจการที่ใหญ่กว่านั้นอีกเพราะเรากำลังจะไปเฝ้าพระบิดา 13สิ่งใดที่ท่านทั้งหลายขอในนามของเรา เราจะทำสิ่งนั้น
เพื่อพระบิดาจะได้รับพระสิริรุ่งโรจน์ในพระบุตร 14ถ้าท่านทั้งหลายขอสิ่งใดในนามของเรา เราจะทำให้ 15ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา ท่านจะปฏิบัติตามบทบัญญัติของเรา16และเราจะวอนขอพระบิดาแล้วพระองค์จะประทานผู้ช่วยเหลืออีกองค์หนึ่งให้ท่าน เพื่อจะอยู่กับท่านตลอดไป 17คือพระจิตแห่งความจริง ซึ่งโลกรับไว้ไม่ได้ เพราะมองพระองค์ไม่เห็น และไม่รู้จักพระองค์แต่ท่านทั้งหลายรู้จักพระองค์เพราะพระองค์ทรงดำรงอยู่กับท่าน และอยู่ในท่าน
18เราจะไม่ทิ้งท่านทั้งหลายให้เป็นกำพร้า เราจะกลับมาหาท่าน 19ในไม่ช้า โลกจะไม่เห็นเราแต่ท่านทั้งหลายจะเห็นเรา เพราะเรามีชีวิตและท่านก็จะมีชีวิตด้วย 20ในวันนั้น ท่านจะรู้ว่า เราอยู่ในพระบิดาของเรา ท่านอยู่ในเรา และเราอยู่ในท่าน 21ผู้ที่มีบทบัญญัติของเรา และปฏิบัติตามผู้นั้นรักเราและผู้ที่รักเรา พระบิดาของเราก็จะทรงรักเขา
และเราเองก็จะรักเขา และจะแสดงตนแก่เขา”22ยูดาส มิใช่ยูดาส อิสคาริโอท ทูลพระองค์ว่า “พระเจ้าข้า ทำไมพระองค์ทรงต้องการแสดงพระองค์แก่พวกเรา แต่ไม่แสดงพระองค์แก่โลก” 23พระเยซูเจ้าตรัสตอบเขาว่า
“ผู้ใดรักเรา ผู้นั้นจะปฏิบัติตามวาจาของเรา พระบิดาของเราจะทรงรักเขา พระบิดาจะเสด็จพร้อมกับเรามาหาเขา
จะทรงพำนักอยู่กับเขา 24ผู้ที่ไม่รักเรา ก็ไม่ปฏิบัติตามวาจาของเรา วาจาที่ท่านได้ยินนี้ ไม่ใช่วาจาของเรา
แต่เป็นของพระบิดา ผู้ทรงส่งเรามา25เราบอกสิ่งเหล่านี้ให้ท่านฟัง ขณะที่เรายังอยู่กับท่าน 26แต่พระผู้ช่วยเหลือคือพระจิตเจ้าที่พระบิดาจะทรงส่งมาในนามของเรานั้นจะทรงสอนท่านทุกสิ่งและจะทรงให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราเคยบอกท่าน 27เรามอบสันติสุข ไว้ให้ท่านทั้งหลายเราให้สันติสุขของเราแก่ท่านเราให้สันติสุขแก่ท่าน ไม่เหมือนที่โลกให้
ใจของท่านอย่าหวั่นไหว หรือมีความกลัวเลย 28ท่านได้ยินที่เราบอกกับท่านแล้วว่าเรากำลังจะไป และเราจะกลับมาหาท่านทั้งหลาย ถ้าท่านรักเรา ท่านคงยินดีที่เรากำลังไปเฝ้าพระบิดา เพราะพระบิดาทรงยิ่งใหญ่กว่าเรา 29และบัดนี้เราได้บอกท่านทั้งหลายก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้น เพื่อว่าเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ท่านจะเชื่อ 30เราจะพูดกับท่านต่อไปอีกไม่นานเพราะซาตานเจ้านายแห่งโลกนี้กำลังมามันไม่มีอำนาจใดเหนือเรา 31แต่โลกจะต้องรู้ว่าเรารักพระบิดาและรู้ว่าพระบิดาทรงบัญชาให้เราทำอย่างไร เราก็ทำอย่างนั้น


ในการแบ่งปันครั้งนี้พ่อขอเริ่มต้นด้วยพระวรสารของนักบุญยอห์น วอนขอให้พระจิตเจ้าสถิตอยู่และนำทางเพื่อทำให้เราสามารถจะเป็นลูกที่ดีของพระได้มากขึ้น ไม่เป็นคริสตชนที่มีชีวิตเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ทำความดี แก้บาป รับศีล ไปวัดเพราะกลัวตกนรก เพราะการที่เรามีความสงสัยถึงเรื่องต่างๆของชีวิตและทำทุกอย่างเพราะความกลัวนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพราะยังไม่เข้าใจว่าพระเจ้าของเราเป็นแบบไหนกันแน่ ทุกวันนี้พ่อทำหน้าที่สอนวิชาเทววิทยาอยู่ที่วิทยาลัยแสงธรรม เทววิทยาคือเรื่องเล่าฟังสนุกเกี่ยวกับความรักของพระเจ้า เป็นเรื่องราวสัจธรรมของชีวิต โดยเริ่มต้นจากเรื่องเล่าที่จบลงด้วยการไตร่ตรองทำความเข้าใจถึงความจริงที่แฝงอยู่ และแม้พระเจ้าจะปรารถนาให้เรามนุษย์ได้รับรู้ถึง “ความจริง” แต่ด้วยความข้อจำกัดของมนุษย์ พระองค์จึงต้องส่งพระบุตรคือพระเยซูเจ้าลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อให้มนุษย์ได้เข้าใจถึงสัจธรรมความจริงที่พระองค์อยากจะอธิบายให้ได้มากที่สุด หากพวกเรายังเข้าใจว่าบาปกำเนิดเป็นเรื่องของการที่มนุษย์แอบไปกินผลไม้ต้องห้ามพระเจ้าจึงโกรธ ก็แสดงว่าเรายังมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของพระเจ้าน้อยมาก ซึ่งเทววิทยาจะช่วยให้เราสามารถเข้าใจแผนการความรักของพระได้มากขึ้น หน้าที่ของเทววิทยาคือการตอบสนองหรือไตร่ตรองเรื่องราวแห่งความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรามนุษย์ โดยพยายามทำความเข้าใจในสิ่งที่ตนรับรู้มา เพื่อจะได้เจริญชีวิตให้ดีขึ้น และเพื่อทำให้ความเชื่อเป็นสิ่งที่สื่อกันได้ หาวิธีการทำให้สติปัญญาของผู้ที่ไม่เคยรู้จักพระคริสต์ สามารถแสวงหาและพบพระองค์ได้ เมื่อเขาพบความดีและความรักของพระแล้ว ความรักที่มีต่อพระองค์นี้ก็จะทำให้เขาปรารถนาจะรู้จักพระเจ้าดีขึ้น และรักพระมากขึ้น ด้วยการแสดงความเชื่อออกมาอย่างเป็นการกระทำ ดังนั้น เพื่อให้เราไม่เป็นคริสตชนที่มีชีวิตอยู่กับความกลัวเพราะไม่รู้ไม่เข้าใจถึงสัจธรรมความจริงของชีวิต ในวันนี้พ่อจึงอยากให้เราได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับคำถามที่ก่อให้เกิดความกลัวในชีวิตคริสตชน 4 อย่างด้วยกัน นั่นคือ
1.คำถามเกี่ยวกับบาปกำเนิดของมนุษยชาติ “เพราะเหตุใดพระเจ้าจึงมิได้ทรงสร้างโลกให้สมบูรณ์พร้อมถึงขนาดที่ความชั่วร้ายใดๆก็มิอาจมีอยู่ได้ในโลกนี้? ทำไมพระเจ้าจึงไม่ยับยั้งมนุษย์คนแรกมิให้ทำบาป? อะไรคือความจริงที่ปีศาจต้องการปกปิด? ถ้าพระเจ้ารู้ว่าการมีต้นไม้รู้ดีรู้ชั่วและมนุษย์กินแล้วจะตาย ทำไมจึงปล่อยให้มีอยู่กลางสวนสวรรค์? หรือทั้งที่รู้ว่าปีศาจมันจะมาล่อลวงอาดัม เอวาทำไมพระองค์จึงปล่อยให้มันเข้ามาอยู่ในสวนเอเดนได้???” คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่มนุษย์พยายามทำความเข้าใจ และตั้งคำถามขึ้นมาอย่างไม่พอใจแล้วก็โทษว่าทุกอย่างเป็นความผิดของพระเจ้า และนี่คือสิ่งที่ปีศาจกำลังพยายามทำกับชีวิตของเรา เพราะหลายครั้งเมื่อมีเรื่องราวในชีวิตที่ไม่ตรงกับใจ ไม่เหมือนกับที่เราสวดขอจากพระ เราก็มักจะเกิดคำถามว่า “ทำไมพระไม่ช่วย? ทำไมชีวิตจึงเป็นแบบนี้?” ดูจะมีเหตุผลเสมอที่จะทำให้หลงผิดคิดไปว่าเราไม่ต้องการพระเจ้า และการที่มีความคิดแบบนั้นก็แน่นอนว่าเราไม่แตกต่างจากอาดัม เอวาที่ได้ทำผิดพลาดไปในชีวิต เราต้องเข้าใจและตระหนักว่านี่คือสิ่งที่ปีศาจกำลังล่อลวงชีวิตของเราอยู่ เวลาที่พูดถึงอาดัม เอวาเราอาจจะมีความรู้สึกดูถูกว่าช่างโง่เสียจริงที่พลาดไปกินผลไม้จากต้นไม้แค่ต้นเดียวที่พระเจ้าห้ามในบรรดาผลไม้มากมายที่สามารถกินได้ ดูจะเป็นคำสั่งง่ายๆ แต่อย่าลืมว่านี่คือเรื่องเล่าที่มีสัจธรรมความจริงแฝงอยู่ เรารู้หรือไม่ว่าในตอนที่พระเจ้าสร้างอาดัม เอวาขึ้นมานั้นพระองค์ได้ทรงสร้างมาอย่างสมบูรณ์ทุกอย่างแล้ว พวกเขาไม่ต้องพบกับความตาย ไม่ต้องทำงานตรากตรำ ไม่มีความทุกข์ใดเลยในสวนสวรรค์ที่พระเจ้าได้สร้างให้ครอบครอง ณ สวนสวรรค์แห่งนั้นมีความชัดเจนว่าทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อมนุษย์ทั้งสอง ไม่ใช่สร้างมาเพื่อพระเจ้า และ ณ ที่แห่งนั้นอาดัม เอวาไม่ได้แตกต่างไปจากพระเจ้าเลย พวกเขาครอบครองและสามารถทำได้ทุกอย่าง เป็นผู้ร่วมดูแลทุกสิ่งในสวนนั้นร่วมกับองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่พระเจ้าเตือน และนั่นอาจถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องห้ามสำหรับมนุษย์ นี่คือความหมายของผลไม้ต้องห้าม ที่พระองค์ได้เตือนมนุษย์ว่า “อย่าฝืน” เพราะถ้ามนุษย์แยกตัวเองออกไป ไม่ต้องการมีพระองค์เมื่อไหร่แล้ว ทุกอย่างก็จะต้องจบลง คำเตือนของพระเจ้าที่มีขึ้นนี้ก็เพื่อตัวของมนุษย์เอง ไม่ใช่เพื่อพระองค์ พระองค์ได้เตือนและบอกถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิตมนุษย์ว่า “พระองค์คือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตมนุษย์ มนุษย์เกิดมาเพื่อที่จะได้รู้จักและอยู่กับพระเจ้า นี่คือเรื่องที่สำคัญที่สุดเพื่อที่มนุษย์จะสามารถชีวิตอยู่ได้” และนี่คือเหตุผลว่าทำไมอาดัม เอวาจึงไม่สามารถอยู่ในสวนสวรรค์ได้อีกต่อไป นั่นเพราะเขาคิดว่าพระองค์ควรจะอยู่ในอันดับที่สอง สามหรือสี่ลงไป เพราะเขาได้เลือกในสิ่งที่ผิด เหมือนทุกวันนี้ที่เราอ้างกันว่าติดงาน มีเหตุผลสารพัดที่จะไม่ไปหาพระ คิดว่าเรื่องพระเอาไว้ทีหลังและมักจะให้สิ่งอื่นมาก่อนพระองค์เสมอ ทั้งที่ในความเป็นมนุษย์ที่ถูกสร้างมาจากดินนั้น ไม่สามารถจะมีชีวิตมีความสุขสมบูรณ์ได้อย่างที่พระเจ้าทรงต้องการที่จะประทานให้เลยหากเขาเลือกที่แยกตัวออกจากองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นบ่อเกิดแห่งความสมบูรณ์ของชีวิต เลือกที่จะไม่เชื่อฟังและคิดว่าพระเจ้าไม่สำคัญ ไม่อยากจะอยู่กับพระองค์ เรื่องเล่าผลไม้ต้องห้ามเป็นเพียงสัญลักษณ์ของการมีเจตจำนงอิสระของมนุษย์ การที่พระเจ้าอนุญาตให้มีต้นไม้ต้องห้ามอยู่กลางสวนสวรรค์ แสดงถึงอิสรภาพที่มนุษย์จะต้องสามารถเลือกได้ในชีวิต เพราะถ้ามนุษย์ไม่มีความสามารถที่จะเลือกได้แล้ว ก็ไม่แตกต่างอะไรจากหุ่นยนต์ มนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์แต่เราเป็นพระฉายาของพระเจ้า เราสามารถที่จะเลือกได้ว่าอยากจะอยู่กับพระหรือไม่ อยากจะรับสิ่งที่พระองค์ให้กับเราหรือไม่ มันจึงไม่ใช่การที่ไม่ว่ามนุษย์จะทำตัวอย่างไรพระเจ้าก็จะบังคับให้เขาต้องอยู่ในสวนสวรรค์กับพระองค์ แต่เพราะมนุษย์เราเลือกได้ และสิ่งสำคัญคือพระองค์รักและให้อิสระแก่เรามนุษย์ที่จะเป็นผู้เลือก ว่าจะตอบสนองต่อความรักที่พระองค์มอบให้หรือไม่ ความหมายของต้นไม้แห่งชีวิตจึงเป็นสิ่งที่พระเจ้าบอกแก่มนุษย์ว่า “มนุษย์เลือกได้” ไม่ใช่มีไว้เพื่อจะทดสอบมนุษย์ เรื่องของบาปกำเนิดจึงไม่ใช่แค่การที่อาดัม เอวาไปแอบกินลูกแอปเปิ้ล แล้วจึงทำให้มนุษย์เราทุกวันนี้ต้องซวยตามกันไปหมด หรือเพราะพระเจ้าขี้งอนและโกรธแค้นที่มนุษย์ไม่เชื่อฟัง เป็นพระเจ้าแห่งการเคียดแค้น พยาบาท แท้ที่จริงแล้วเรื่องราวเหล่านี้เป็นเพียงเรื่องเล่าที่แฝงสัจธรรมความจริงที่พระเจ้าต้องการที่จะบอกแก่มนุษย์ว่า ความจริงแล้วพระองค์รักมนุษย์ สร้างทุกสิ่งให้กับมนุษย์มาอย่างสมบูรณ์ แน่นอนที่พระเจ้าทรงต้องเสียพระทัยในสิ่งที่เกิดขึ้นแต่พระองค์ก็สามารถทำในสิ่งที่ดีกว่าจากเหตุการณ์ที่มนุษย์คู่แรกได้ทำผิดพลาดไป นี่จึงเป็นเหตุที่ทำให้เราได้มีโอกาสพบความสุขจากการมาบังเกิดของพระเยซูเจ้าในโลกนี้ นี่คือสิ่งที่ดีกว่าที่พระเจ้าได้ทรงเตรียมไว้ให้กับเรา สิ่งที่ปีศาจใช้ล่อลวงเรามนุษย์มาโดยตลอดก็คือ มันทำให้เราคิดว่ามนุษย์ไม่ได้รับความรักจากพระเจ้า พระเจ้าหวงอำนาจ ปีศาจมันทำให้มนุษย์ผิดพลาดในการใช้เจตจำนงอิสระของตน แต่ในความผิดพลาดนั้นก็ทำให้ได้รู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงรักมนุษย์เรามากแค่ไหน ด้วยการที่ทรงประทานพระบุตรสุดที่รักของพระองค์ลงมาในโลก เป็นแบบอย่างให้มนุษย์ได้เห็นถึงการที่พระบุตรได้ทรงเลือกอย่างไรในการที่จะทำตามสิ่งที่พระเจ้าต้องการจนสุดชีวิต แม้กระทั่งต้องเลือกความตายพระเยซูเจ้าก็พร้อมที่จะทำตาม และนี่คือผลจากความตายของพระเยซูเจ้าที่ทำให้เรามนุษย์ได้รับความรอด ไม่ใช่จากการที่พระองค์ได้มาตายบนไม้กางเขน แต่มาจากการที่พระองค์ได้เชื่อฟังพระบิดาเจ้า จึงทำให้ความตายของพระเยซูเจ้าสามารถชดเชยบาปความผิดของเราได้ พระเยซูเจ้าไม่ใช่ผู้ที่เกิดมาเพื่อจะอยากไปตายบนไม้กางเขน สิ่งนี้ไม่ได้อยู่ในแผนการของพระองค์ในขณะที่ยังใช้ชีวิตอยู่ในโลก พระองค์กำลังทำการสอน บอกเล่าให้คนได้รู้ว่าพระเจ้ารักมนุษย์มากแค่ไหน พระองค์คิดว่าหากมีชีวิตอยู่ต่อก็จะสามารถทำงานประกาศข่าวดีได้อีกมากมาย แต่เมื่อรู้ว่าพระบิดาต้องการให้พระองค์ต้องหยุดแล้วก็ตายบนไม้กางเขน พระองค์รู้ดีว่าคนที่รู้จักและรักพระองค์จะรู้สึกเสียใจขนาดไหน และพระองค์เองก็รู้สึกเสียใจ นี่คือเหตุผลที่ในสวนเกทเสมนีที่พระองค์เป็นทุกข์มากแต่ก็ตัดสินใจที่จะหยุดความต้องการของตนเองแล้วทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา เป็นการเชื่อฟังจนถึงที่สุด นี่คือการที่พระเยซูเจ้าได้เป็นมนุษย์ใหม่ เป็น new Adam จากอาดัมคนเก่าที่ผิดพลาดเพราะการอยากจะทำตามใจตนเอง ไม่คิดว่าพระเจ้ารักและเตือนเขาด้วยความหวังดี ในชีวิตคริสตชนของเราก็เช่นกันที่จะต้องถูกล่อลวงจากปีศาจที่พยายามให้เราอยากทำตามใจคิดถึงเป็นห่วงแต่อนาคตของตนเอง ต่างจากพระเยซูเจ้าซึ่งเป็นตัวแทนของมนุษยชาติที่เป็นแบบอย่างว่า “ฉันเกิดมาไม่ใช่เพื่อคิดถึงตัวเอง แต่เกิดมาเพื่อทำตามน้ำพระทัยของพระบิดา และไม่ว่าพระบิดาเจ้าต้องการอะไรฉันจะทำจนถึงที่สุด” เพราะคุณสมบัติข้อเดียวที่เราจะได้ไปอยู่ในสวรรค์คือเรามีความรักไหม รักแบบพระเจ้าที่พร้อมยอมสละชีวิต พร้อมที่จะให้เสมอ พระองค์เชิญชวนให้เรามีความรักแบบนี้ เพราะการที่เราจะได้ไปสวรรค์ไม่ใช่เพราะเราทำความดีเท่านั้นแต่เพราะความตายของพระเยซูเจ้าที่ช่วยเราด้วย มันคือการที่เราได้แสดงความรักต่อเพื่อนมนุษย์เพราะเห็นถึงความรักของพระเจ้าที่มีต่อเรา การตอบสนองต่อความรักและข่าวดีของเจ้าคือการเชื่อและการกลับใจ เชื่อในข่าวดีและกลับใจเปลี่ยนแปลงตนเองเพราะเห็นแก่ความรักของพระเยซูเจ้าที่มีต่อเรา เราจึงอยากจะไปวัด แสวงหาพระองค์ การแก้บาปไม่ได้ช่วยให้เราได้รับความรอด หากเราไม่ตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงความประพฤติที่ไม่ดีให้ดีขึ้น พระเยซูเจ้าตรัสว่าการเชื่อข่าวดีคือการเชื่อว่าพระองค์ทรงลงมาเพื่อไถ่บาปให้กับเรา พระองค์ลงมาเพื่อพาเราไปอยู่บนสวรรค์ แต่ถ้าเราไม่กลับใจและพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเราก็จะต้องตกอยู่ในการประจญของปีศาจ ดังนั้น เราต้องเข้าใจว่าพระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าที่รักเรามากและพระองค์ไม่ได้อยากให้เราต้องไปอยู่ในนรกอย่างแน่นอน แต่พระองค์ก็จะไม่บังคับให้ทุกคนต้องไปอยู่ในสวรรค์ของพระองค์ เราแค่ตอบรับความรักของพระ เชื่อว่าพระองค์รักเรา และพยายามแสดงความรักของเราออกมาในรูปแบบของการกระทำ
2. คำถามเกี่ยวกับความตายนี่เป็นหนึ่งในความกลัวที่สุดของมนุษยชาติ ทั้งที่เราอาจมีความกลัวในชีวิตได้หลายเรื่อง แต่ในเรื่องของความตายแล้ว แท้จริงไม่ใช่สิ่งที่ควรจะต้องกลัวถ้าเรามีความเข้าใจที่ถูกต้อง และทั้งที่เราทุกคนล้วนต้องตายแต่เรากลับไม่อยากจะพูดถึงความตายกันสักเท่าไหร่ ถือเป็นเรื่องอัปมงคล ความจริงแล้วความตายในคริสตศาสนาไม่ได้เป็นเรื่องที่เราจะต้องกลัว แต่เป็นเรื่องที่เราจะต้องเผชิญกันทุกคนโดยไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดขึ้นตอนไหน ไม่สำคัญว่าจะเป็นเด็กหรือคนแก่ที่จะได้เจอความตายก่อนกัน ความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนควรที่จะเรียนรู้ ถ้าเราไม่มีการสอนหรือพูดถึงเรื่องนี้กับลูกหลานเลย พวกเขาก็จะไม่มีการเตรียมตัวที่จะรับมือกับความตายที่อาจมาถึงได้ทุกเมื่อ ทุกวันนี้เราก็อาจยังละเลยกับเรื่องที่สำคัญนี้อยู่ พ่อได้มีโอกาสได้ไปชมค่ายเอ๊าซสวิชต์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ที่เคยมีการฆ่าชาวยิวอย่างโหดเหี้ยมที่สุดในอดีต หนึ่งในผู้ที่ถูกฆ่านั้นมีคุณพ่อกอลเบด้วย ท่านเปรียบเหมือนประภาคารแห่งความเชื่อฉายแสงให้กับเพื่อนนักโทษด้วยกันในค่ายแห่งนั้น ท่านสมัครใจรับโทษแทนเพื่อน ท่านได้เป็นนักบุญมรณะสักขี คุณพ่อได้นำพระวาจา “ไม่มีความรักใดจะยิ่งใหญ่เท่ากับการพลีชีพเพื่อมิตรสหาย” มาใช้ในชีวิตจริง คุณพ่อได้กล่าวไว้ว่าไม่มีใครจะมาเปลี่ยนความจริงของเราได้ ทุกอย่างที่ปีศาจพยายามจะหลอกลวงว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าไม่รักเรานั้น มันไม่มีทางที่จะเป็นแบบนั้นอย่างแน่นอน และด้วยความจริงนี้ถ้าเราเชื่อมั่นไว้ใจในองค์พระผู้เป็นเจ้าว่าเป็นผู้ที่ดูแลเรา รักเรา ประทานสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิตของเรา และเราได้พยายามดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อนี้ ในที่สุดเราก็จะได้พบกับความจริงนี้ในสวรรค์กับองค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างแน่นอน คุณพ่อกอลเบได้เชื่อในสิ่งนี้ จนท่านได้ตายออกจากโลกนี้ไปอย่างปราศจากความกลัว และพ่อยังมีโอกาสได้ไปเมืองนางาซากิของญี่ปุ่น ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นโรมแห่งที่สอง ซึ่งคริสต์ศาสนามาถึงญี่ปุ่นในปีค.ศ.1550 ด้วยการขึ้นฝั่งของนักบุญฟรังซิส เซเวียร์ ในปัจจุบันเราสามารถเห็นร่องรอยความกล้าหาญของคุณพ่อมิกิและบรรดามิชชันนารีรวม26คนที่เป็นมรณสักขีในยุคนั้นตามสักการะสถาน และพิพิธภัณฑ์ของเมืองนี้ คุณพ่อมิกิได้เขียนบันทึกไว้ว่า “เหตุผลเดียวที่ฉันถูกฆ่า ก็เพราะฉันสอนคำสอนของพระคริสตเจ้า ฉันขอบคุณพระองค์ที่ฉันตายด้วยเหตุผลนี้ และเพื่อจะเดินตามแบบอย่างของพระองค์ ฉันยินดีที่จะยกโทษให้แก่จักรพรรดิและผู้คนที่ต้องการจะเอาชีวิตฉัน” จากเรื่องราวของบรรดาผู้ที่มีความเชื่อต่อพระเจ้าอย่างแน่วแน่จนไม่มีความกลัวใดในชีวิตแม้แต่ความตาย ดังนั้นความตายจึงไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวสำหรับพวกเขา ให้เราได้มองย้อนกลับมาที่ชีวิตของเราที่อาจจะยังมีความกลัวมากมาย แน่นอนว่าก็เป็นธรรมดาของมนุษย์จะวิตกกังวล แต่จงอย่าลืมว่าแท้จริงแล้วเราไม่สามารถกำหนดได้ว่าวันข้างหน้าเมื่อแก่แล้วชีวิตจะต้องเป็นเช่นใด ไม่มีใครรู้ว่าจะมีโอกาสมีชีวิตอยู่เพื่อจะใช้เงินทองที่อุตส่าห์เก็บไว้หรือไม่ หรือการที่เราพยายามเลี้ยงดูส่งเสียลูกอย่างดีที่สุด แต่มั่นใจได้หรือว่าลูกของเราจะไม่ประสบกับความล้มเหลวใดเลยในชีวิต แท้จริงแล้วเรามนุษย์กำหนดอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง แต่มีเพียงเรื่องเดียวเท่านั้นที่เราสามารถกำหนดได้ คือเราจะไปอยู่ที่ไหนในชีวิตหลังความตาย นี่คือสิ่งที่พระเจ้าให้เราสามารถเป็นผู้กำหนดได้ ในวันพิพากษาประมวลพร้อมไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องถูกพระเจ้าเป็นผู้ที่ตัดสินลงโทษ พระไม่ได้ช่างจดจำความผิดปลีกย่อยของเรา แต่เป็นตัวเราเองต่างหากต้องตัดสิน เลือกว่าจะไปอยู่ที่ไหนหลังความตาย
3.คำถามเกี่ยวกับความทุกข์ยากในโลกนี้และความกลัวในเรื่องของผีปีศาจ เทววิทยาอธิบายเรื่องของปีศาจเป็นภาพของอสูรกายที่มีปีกหน้าตาน่ากลัวอยู่ในที่มืดมิดเฝ้าจับตามองหมายจะเอาชีวิตมนุษย์ไปเป็นของมัน ปีศาจแม้จะมีปีกแต่ก็บินไม่ได้ เปรียบเหมือนคนที่คิดถึงแต่ตนเอง ทำอะไรตามใจตนเอง ทำบาปเยอะจนทำให้ตัวหนักบินไม่ไหว ไม่สามารถขึ้นไปหาพระได้ ปีศาจสนใจแต่เรื่องตนเองไม่สนใจเรื่องคนอื่น ต่างจากสิ่งที่พระเยซูเจ้าขอร้องจากเรา คือการสนใจ ใส่ใจ สวดภาวนาให้คนอื่น พระเจ้าทรงขอร้องให้เราไม่เป็นเหมือนปีศาจที่เมื่อพบความผิดหวังกับเรื่องต่างๆแล้วเราก็เก็บไว้ จมอยู่แต่กับความทุกข์ของตนเอง จนกลายเป็นความแค้น ความพยาบาท ปีศาจตนนี้เป็นเจ้าแห่งการประจญ และอาวุธที่ร้ายแรงที่สุดของมันคือคำโกหก หลอกลวง ซึ่งเป็นสิ่งที่มันใช้ได้ผลมาตั้งแต่ต้นกับอาดัม เอวา และมนุษย์เราก็พลาดพลั้งให้มันมาโดยตลอดจนกระทั่งทุกวันนี้ในที่เวลาเราต้องเจอกับเหตุการณ์ผิดหวังสูญเสียในชีวิต เราคิดอย่างไรกับพระเจ้า ถ้าในปัจจุบันการใช้ชีวิตของเรายังมัวแต่กลัวผีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวที่จะโผล่มาหา แต่ในความเป็นจริงแล้วผีปีศาจมันเลิกออกมาหลอกเรานานแล้ว ดังนั้นจงอย่ากลัวผีที่จะโผล่ออกมา แต่จงกลัวผีที่มันแอบซ่อนอยู่ในชีวิตของเรานี่แหละ ปีศาจมันไม่ได้อยากจะฆ่าร่างกายของเรามนุษย์เพราะมันรู้ว่าถ้ามันทำเช่นนั้นและเราตาย เราก็จะได้ไปอยู่กับพระเจ้า มันจึงจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้เราไม่อยากที่จะไปอยู่กับพระ ทำให้เราคิดว่าพระไม่มีความสำคัญกับชีวิต มองพระในแง่ไม่ดีไปต่างๆนานา นี่คือสิ่งที่เราจะต้องระมัดระวัง เพราะตั้งแต่เราได้เกิดเป็นลูกพระแล้ว เมื่อรับศีลกำลังซึ่งเป็นเครื่องหมายแสดงว่าเราเป็นเหมือนทหารของพระคริสตเจ้า แต่เรากลับไม่ได้ตระหนักว่าตนเองมีศัตรูอยู่ การเป็นทหารที่ไม่ตระหนักว่ามีศัตรูที่คอยจ้องเล่นงานเราอยู่ตลอดเวลาที่เผลอก็จะทำให้พลาดพลั้งได้ ทุกครั้งที่มีคนมาคอยพูดจาเหน็บแนมให้เราเสียกำลังใจท้อแท้กับชีวิต ทำให้เราโกรธ เกลียด แค้นผู้คน มันคือกระบวนการที่ปีศาจใช้เล่นงานเราอยู่ และแม้แต่ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในชีวิตทุกวันนี้ของเราที่ทำให้รู้สึกว่าพระไม่รักไม่ห่วงใย นี่คือวิธีการที่ปีศาจมันใช้และใช้ได้ผลมาเสมอคือการหลอกลวง และอย่าลืมว่าปีศาจก็เคยไปประจญล่อลวงพระเยซูเจ้าในตอนที่พระองค์อยู่ในถิ่นทุรกันดาร40วัน แท้จริงแล้วในการประจญนั้นมันไม่ได้ประจญพระเยซูเจ้าเพียงแค่สามครั้ง แต่เป็นการประจญในเรื่องใหญ่ๆสามเรื่องชีวิตของมนุษย์ มันหลอกลวงโดยเอาข้อความในพระคัมภีร์มาใช้ และพระเยซูเจ้าได้ทรงตอบโต้โดยใช้ข้อความในพระคัมภีร์นั่นแหละตอบกลับปีศาจ ดังนั้นในการต่อสู้นี้เราจึงต้องรู้ก่อนว่าอาวุธของปีศาจคืออะไร และอาวุธของเราคืออะไร สิ่งที่เราจะใช้ต่อสู้กับการหลองลวงของปีศาจได้ก็คือ “ความจริง” และความจริงนี้เราสามารถหาได้จากองค์พระผู้เป็นเจ้าที่พระองค์เผยแสดงให้กับเราผ่านทางพระคัมภีร์ หรือผ่านทางสิ่งที่พระศาสนจักรสอน ธรรมประเพณีต่างๆ ความจริงที่อยู่ในสิ่งต่างๆนี้ ถ้าเรียนรู้และจดจำได้เราก็จะมีความเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่มีความเข้าใจผิดๆ เราจะไม่โกรธพระแต่จะเข้าใจชีวิตของเรา พร้อมที่จะดำเนินชีวิตด้วยความมั่นใจว่าจะไม่โดนปีศาจเล่นงาน สิ่งสำคัญที่สุดนี้คือความเชื่อที่อยู่ในตัวของเรา และปีศาจมันก็กลัวพระเยซูเจ้าที่สุด กลัวความจริงที่เราเชื่อมั่นในพระเยซูเจ้า กลัวคำตอบคือความจริงที่เราจะโต้ตอบกับมัน หากเรามีคำตอบที่เป็นสัจธรรมความจริงแล้วปีศาจก็จะไม่สามารถล่อลวงและเล่นงานได้
4.คำถามของชีวิตที่ว่าทำไมคนเราจึงเกิดมาไม่เท่ากัน ทำไมบางคนจึงต้องเกิดมาพิการ ร่างกายไม่สมบูรณ์ ฯลฯ การที่คนเราเกิดมาไม่เท่ากันเป็นเครื่องมือ และแผนการของพระเจ้าอย่างหนึ่ง เพื่อคนเราจะได้มีโอกาสได้แสดงความรักออกมาเป็นการกระทำ มีการเสียสละ คอยดูแลช่วยเหลือซึ่งกัน และทำให้ตนมีคุณสมบัติเหมาะสมได้ไปอยู่สวรรค์ เพราะถ้าทุกคนเกิดมาอย่างสมบูรณ์หมด เราคงไม่ได้เรียนรู้ที่จะปฏิบัติความรักช่วยเหลือกัน ไม่ได้แสดงความรักต่อกัน และในความเหนื่อยยากแน่นอนว่าเรากำลังทำตามแบบอย่างของพระเยซูเจ้าอยู่ นั่นคือการดูแลใส่ใจแก่คนที่ด้อยโอกาสกว่า และสำหรับคนที่เกิดมาด้อยกว่าคนอื่นแต่หากเขารู้จักและเข้าใจพระเจ้าแล้ว เขาก็จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากกว่าคนปกติทั่วไปเสียอีก เช่นกรณีของนิค วูจิซิค ชายผู้เกิดมาไม่มีแขน-ขา ถูกเยาะเย้ยกลั่นแกล้งมาตลอดชีวิต แต่เขากลับสามารถมีครอบครัวที่อบอุ่นและเดินทางไปรอบโลกเพื่อประกาศเรื่องราวของพระเจ้า นั่นเพราะเขาได้รู้จักและเข้าใจว่าพระเจ้ารักและมีแผนการในชีวิตของตนอย่างไร มนุษย์เราเกิดมาในโลกนี้ไม่ใช่เพื่อที่จะอยู่กันไปตลอดกาลแต่อยู่แค่ชั่วคราว ศาสนาของเราเชื่อว่าเมื่อชีวิตหลังความตายของเราเริ่มขึ้น ก็จะเป็นไปอย่างยาวนานชั่วนิรันดร ดังคำกล่าวที่ว่าในนรกไม่มีทางออกตลอดกาล ชีวิตคนเราเป็นเหมือนหนังสือหนึ่งเล่มที่มีอยู่สองส่วนคือบทที่หนึ่งและบทที่สอง บทที่หนึ่งของแต่ละคนมีมากน้อยไม่เท่ากันคือช่วงชีวิตของเราในโลกนี้ และหลังจากจบบทที่หนึ่งแล้วก็จะต่อด้วยบทที่สองทันที และในส่วนของบทที่สองนี้จะไม่มีบทที่สามหรือบทอื่นๆต่อไปอีกแล้ว ดังนั้น สิ่งที่เราต้องเชื่อมั่นคือเราไม่ได้เกิดมาในโลกเพื่อที่จะเป็นพลเมืองของโลกนี้ แต่พวกเราทุกคนคือพลเมืองสวรรค์ต่างหาก ความทุกข์ที่มีในโลกนี้เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป และเทียบไม่ได้เลยกับความสุขนิรันดรในสวรรค์ ถ้าเราจะต้องทุกข์ทรมานกับโลกชั่วคราวใบนี้เพื่อจะได้เป็นพยานให้คนอื่นได้รู้จักความรักของพระแล้วได้ไปอยู่ในสวรรค์ด้วยกันแบบชั่วนิรันดร์แล้วมันก็คุ้มค่าไม่ใช่หรือ ใครก็ตามที่ผิดหวังเรื่องความรักหรือไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วคิดสั้นฆ่าตัวตาย นั่นเพราะเขาไม่เคยได้คิดได้เข้าใจอย่างแท้จริงว่าการเกิดมาในโลกนี้พระเจ้ารักและสร้างเขาขึ้นมาเพื่ออะไร คริสตชนหลายคนเมื่อเจอความทุกข์ก็ท้อแท้หยุดเดิน ไปไม่ถึงจุดหมายที่พระเจ้าอยากให้เราได้ไปเห็น ซึ่งมีคริสตชนรุ่นก่อนที่เขาได้เดินนำหน้าเราไปแล้วได้เห็นได้พบความสุขไปแล้ว ดังที่พระเยซูเจ้าได้ตรัสไว้ว่า กางเขนนี้แหละจะนำมาซึ่งราชัยสวรรค์ นั่นคือการที่เราพร้อมที่จะแบกกางเขนเผชิญความทุกข์ร่วมกับพระองค์ สวดขอพระองค์ช่วยเราให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงตนเอง ด้วยการพึ่งพาพระองค์และรู้ดีว่าเรามีความอ่อนแอ ผิดพลาด สิ่งนี้แหละที่จะทำให้เราได้ไปอยู่ในพระอาณาจักรสวรรค์กับพระองค์ แต่หากเราจองหองหลงคิดไปว่าเราดีกว่าคนอื่นๆ แล้ว เราก็กำลังตกเป็นเหยื่อของปีศาจเข้าแล้ว


ดังนั้นในการเรียนรู้และเข้าใจเรื่องของพระเจ้า เทววิทยาจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับพวกเราที่รู้สึกว่าอยากจะนำข่าวดีของพระเจ้าไปแบ่งปันให้กับผู้อื่นด้วย พ่อไม่ได้หมายความว่าในการประกาศข่าวดีจะต้องมีการศึกษาสูง เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในการประกาศคือชีวิตที่เป็นแบบอย่างของเราเองนี่แหละ แต่อย่างน้อยเมื่อเราจะไปบอกเล่าเรื่องของพระเจ้าให้กับคนอื่นแล้ว เราจะได้มีความมั่นใจแบบไม่มั่ว เพราะคนตาบอดจะสามารถนำทางให้แก่คนตาบอดได้อย่างไรกัน และในศาสนาของเราเองก็มีความเชื่อ มีวัฒนธรรมหลายอย่าง ซึ่งหากไม่มีความเข้าใจ เราก็จะทำตามกันไปโดยไม่เข้าใจไม่รู้ความหมาย และอาจพลาดส่วนที่ดีที่สำคัญไป เช่นความหมายของการที่คุณพ่อพรมน้ำเสกตอนเริ่มมิสซาคือการให้เราได้ระลึกถึงศีลล้างบาปที่ทำให้เราได้รับการอภัยได้มาเป็นลูกของพระได้มาอยู่ต่อหน้าพระในพิธีศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เป็นการไล่ผีอย่างที่หลายคนเข้าใจ และนี่คือความจำเป็นในการศึกษาเทววิทยา ที่เป็นเหมือนการเรียนคำสอนเพิ่มเติมของชีวิตคริสตชนนั่นเอง เพราะพระเจ้าได้มอบความต้องการที่จะรู้ “ความจริง” ไว้ในจิตใจมนุษย์ ซึ่งก็คือ “การรู้จักพระองค์” เพื่อว่าเมื่อมนุษย์ได้รู้จักและรักพระองค์แล้ว พวกเขาก็จะเข้าถึงความสมบูรณ์แห่งความจริงในเรื่องตัวของเขาเอง พ่อขออธิบายแบบเปรียบเทียบว่าในตัวของเรามนุษย์ พระเจ้าได้ทำการฝังชิป Microchip ลงในหัวใจของเราแต่ละคนไว้ ชิปนี้มีอยู่ตั้งแต่มนุษย์เราเกิดมาแล้ว มันทำให้เราเติบโตขึ้นตามวันเวลาและทำให้เราอยากจะรู้จัก และเข้าใจองค์พระผู้เป็นเจ้ามากยิ่งขึ้น ในบางคนที่ไม่มีโอกาสได้รู้จักกับพระเจ้า ชิปตัวนี้ก็อาจยังไม่ได้ทำงานมาตลอดชีวิตที่ผ่านมา แต่เมื่อถึงเวลา ในโอกาสที่เขาได้รู้จักกับพระมาถึง เมื่อนั้นชิปก็จะทำงานได้ทันที จนกระทั่งทำให้เขาอยากจะรู้จักกับพระองค์มากขึ้นๆ และนอกจากชิปที่ทำให้เราอยากจะรู้จักกับพระเจ้าแล้วนี้ มนุษย์ก็ยังมีเมล็ดพันธุ์แห่งความตาย Seed of the deathฝังอยู่ในตัวของเราทุกคนอีกด้วย โดยที่เราไม่รู้เลยว่าเมล็ดนี้มันกำลังเติบโตไปถึงไหนแล้วในตัวตลอดเวลาที่เราใช้ชีวิตอยู่ในโลกนี้ แต่ซักวันต้นไม้จากเมล็ดความตายต้นนี้ก็จะต้องจบลง นั่นหมายความว่าชีวิตของเรามนุษย์ตั้งแต่วินาทีแรกที่เกิดมา ต่างก็มุ่งไปสู่ความตาย เราไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะมีชีวิตอมตะในโลกใบนี้ ดังนั้นคริสตชนเราจึงควรทำความรู้จักกับความหมายของชีวิต และสิ่งสำคัญคือเราต้องมั่นใจว่าเมื่อผ่านความตายแล้วเราจะได้ไปพบกับองค์พระเยซูเจ้า พระเจ้าของเรา และดังที่มีคำกล่าวไว้ว่า ในการเป็นแม่คนคือการได้เรียนรู้ถึงพลังพิเศษที่คุณไม่เคยรู้ตัวว่ามีอยู่ การเป็นคริสตชนก็เช่นกัน ถ้าเราพยายามที่จะเรียนรู้ ศึกษาหาความเข้าใจ เราจะรู้เลยว่ามีมีพลังที่องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ให้ไว้ พลังนี้อยู่ในตัวของเราและมันน่าเสียดายที่เรากลับไม่ได้ใช้พลังนี้ให้เกิดประโยชน์ อย่าลืมว่าพระเยซูเจ้าไม่ได้ตรัสถามเราว่า “ว่างพอไหมที่จะไปประกาศพระวรสาร” แต่พระองค์ตรัสสั่งว่า “จงไปประกาศพระวรสาร” และพระองค์ตรัสแก่ผู้ที่ปรารถนาจะติดตามพระองค์ว่าจงไปประกาศข่าวดีและอย่ากลัว แม้อาจจะต้องเจอกับความผิดหวังหรือถูกเบียดเบียน พระเยซูเจ้าเชิญชวนเราว่าอย่าไปกลัวปีศาจ แต่ให้เราสนใจใส่ใจช่วยเหลือผู้อื่นเหมือนพระองค์และตระหนักถึงวิธีการที่ปีศาจมันจะใช้เล่นงานเราจะดีกว่า ในฐานะที่เราเป็นคริสตชนพระองค์ก็เรียกร้องบางสิ่งจากเรา
ในการที่จะเป็นหนึ่งเดียวกับพระได้นั้นเราจะต้องเตรียมพร้อมเสมอที่จะต่อสู้กับการถูกประจญ

ปัจจุบันนี้พ่อทำหน้าที่จัดเข้าเงียบแบบกลุ่ม-ส่วนตัว จึงอยากเชิญชวนพวกเราทุกคนที่สนใจสามารถติดต่อไปได้ เพื่อเราจะได้แสวงหาเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ซึ่งจะทำให้ได้สัมผัสและเข้าใจความรักของพระเจ้ากันมากขึ้น

 


ขอเชิญผู้สนใจร่วมกิจกรรมสนทนาธรรม(แบ่งปันโดยคุณพ่อเอกมัย เหลือหลาย)
โดยกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรม(ตามหาลูกแกะหลงทาง) ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่สี่ของเดือน ณ ห้องประชุม ชั้นสอง
ตึกวันทามารี วัดเซนต์หลุยส์ ติดต่อสอบถามได้ที่คุณจอน วิริยะอรรควุธิ โทร. 081 490 9371
สามารถดูบทความแบ่งปันย้อนหลังได้ที่ www.Palungjai.com